
บทเรียนจากท่าสะท้อน หลักสูตรชุมชน บนความล้มเหลวของรัฐ
กว่า 3 ปีแล้วที่ชาวบ้านท่าสะท้อน ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ร่วมแรง ร่วมใจ พัฒนาโรงเรียนชุมชนวัดท่าสะท้อน ของพวกเขาให้พร้อมในทุกด้าน
กว่า 3 ปีแล้วที่ชาวบ้านท่าสะท้อน ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ร่วมแรง ร่วมใจ พัฒนาโรงเรียนชุมชนวัดท่าสะท้อน ของพวกเขาให้พร้อมในทุกด้าน
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
กว่า 3 ปีแล้วที่ชาวบ้านท่าสะท้อน ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ร่วมแรง ร่วมใจ พัฒนาโรงเรียนชุมชนวัดท่าสะท้อน ของพวกเขาให้พร้อมในทุกด้าน เพื่อที่จะเป็นสถานศึกษาแก่ลูกหลานในชุมชน เพราะไม่อยากให้บรรดาเด็กๆ ต้องยากลำบากกับการเดินทางไปเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกลชุมชน หลังจากก่อนหน้านั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 3 จ.นครศรีธรรมราช มีนโยบายที่จะยุบโรงเรียนแห่งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก พวกเขา ชาวชุมชนบ้านท่าสะท้อนจึงร่วมมือกันเพื่อให้โรงเรียนแห่งนี้คงอยู่เป็นสถานศึกษาสำหรับลูกหลานต่อไป ไม่เพียงแต่การจ้างครูอาสาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกำหนดหลักสูตรให้สอดคล้องกับชุมชน ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบของการศึกษาทางเลือก
แต่ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการ กลับจะใช้นโยบายจัดบริการวิชาการเคลื่อนที่ เพื่อรับ-ส่งนักเรียนที่อยู่โรงเรียนขนาดเล็ก ให้มาเรียนที่ศูนย์เครือข่ายโดยการจัดยานพาหนะรับ-ส่งนักเรียนกับโรงเรียนขนาดเล็ก 7 พันแห่งทั่วประเทศ ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีนโยบายยุบโรงเรียน แต่สำหรับชาวบ้าน นโยบายดังกล่าวก็ไม่ต่างจากการยุบโรงเรียน
“มันไม่ต่างกับการยุบโรงเรียน เพราะโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนก็ไม่ใช่โรงเรียน การนำรถมาขนนักเรียนไปเรียนที่อื่นมาใช่คำตอบในการแก้ปัญหา แต่มันคือการหลอกลวง”นายดรุณ สิงแก้ว กรรมการสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัดท่าสะท้อน แสดงความเห็นในฐานะตัวแทนชุมชนที่พยายามพัฒนาโรงเรียนแห่งนี้ทั้งการดูแลและกำหนดทิศทางการศึกษามาตลอดระยะเวลา 3 ปี
ขณะที่วัชระ เกตุชู ครูอาสาโรงเรียนชุมชนท่าสะท้อน เล่าว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านท่าสะท้อนร่วมกันเปิดโรงเรียนชุมชนขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการยุบโรงเรียนตามนโยบายของรัฐบาล เพราะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหลานนักเรียนที่อยู่ในชุมชน ซึ่งต้องเดินทางไกล เสี่ยงอุบัติเหตุ และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเดินทาง อีกทั้งโรงเรียนในเมืองมีนักเรียนต่อห้องเป็นจำนวนมาก ทำให้ครูไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพเท่าที่ควรได้ ชาวบ้านเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะส่งลูกหลานออกไปจากชุมชน นี่คือโจทย์ที่คนในชุมชนท่าสะท้อนร่วมกันคิด
“กระทรวงศึกษาธิการบอกว่าไม่มีเงินสำหรับบรรจุครู ชาวบ้านก็รวบรวมเงินจ้างครูมาสอน เมื่อหลักสูตรของกระทรวงคุณภาพอ่อนด้อย ชาวบ้านก็ช่วยกันทำหลักสูตรองค์ความรู้ของชุมชนเพื่อเสริมในส่วนที่ขาด นี่คือการปฏิรูปการศึกษาและเป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง”นายวัชระกล่าว
ด้านนายวันชัย พุทธทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษาทางเลือก บอกว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาไม่เคยเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทั้งที่การปฏิรูปการศึกษาต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน แต่เมื่อชาวบ้านให้ความร่วมมือเข้าจริงๆ กลับพยายามทำลายกีดกั้น เหมือนกรณีชุมชนท่าสะท้อน ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบกรณีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
“เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาจัดการศึกษาและสำเร็จ มันมีผลมากกว่าการประหยัดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังสร้างการร่วมไม้ร่วมมือของคนในชุมชน เพื่อพัฒนาไปสู่การแก้ไขปัญหาชุมชน ปัญหาสังคม”รองเลขาธิการสภาการศึกษาทางเลือก บอกว่า รู้สึกผิดหวังกับคำถามของผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งถามถึงใบประกอบวิชาชีพครู ของครูอาสาโรงเรียนชุมชนท่าสะท้อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ตื้นเขิน
“ความล้มเหลวทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้แล้วว่า ถึงมีหรือไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพทางการศึกษาได้ เพราะแม้จะมีใบประกอบวิชาชีพครู แต่กลับคว้าน้ำเหลวในการจัดการศึกษามาตลอด จึงควรปล่อยให้ชุมชนจัดการเรียนการสอนของเขา ควรพินิจพิจารณาว่า ชาวบ้านจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้ยังไง จนเกิดความสำเร็จ”
สำหรับข้อเสนอของสภาการศึกษาทางเลือก วันชัยเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาจัดการเรียนการสอนตามแต่บริบทของพื้นที่ของตนเอง อาจจะต้องมี พ.ร.บ.การศึกษาทางเลือก และกระทรวงศึกษาธิการควรจะปรับทัศนคติ ใหม่ว่ามีองค์ความรู้มากมากอยู่นอกระบบโรงเรียน หากตั้งใจที่จะก้าวไปให้พ้นจากความล้มเลวในการจัดการศึกษา ต้องเปิดให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อทำไปสู่การแก้ไขปัญหาการศึกษาได้จริงอย่างตรงจุดมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้







