
ตำรวจรวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน
ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวัน หลังหลอกลวงเหยื่อมาหลายราย จับได้ขณะตระเวนถอนเงินที่พัทยา
ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวัน หลังหลอกลวงเหยื่อมาหลายราย จับได้ขณะตระเวนถอนเงินที่พัทยา
วันนี้ ( 19 ม.ค.) เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(รองผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต. อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบก.ทท. นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายเฉิน ยี่ หลิน อายุ 35 ปี นายโก ยี่ เหิน อายุ 40 ปี และนายเย็น ยี่ ชุน อายุ 36 ปี สัญชาติไต้หวัน พร้อมของกลางบัตรเดบิตธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย 9 ใบ สมุดบัญชีธนาคารกรุงเทพ 27 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารกสิกรไทย 29 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่อพาร์ทเม้นท์ ถ.เฉลิมพระเกียรติ ซอย 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวว่าการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2553 ได้มีผู้เสียหายถูกคนร้ายกลุ่มดังกล่าวหลอกโอนเงิน 5 แสนบาท เหตุเกิดในพื้นที่บช.ภ.3 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.สถิตย์ พรมอุทัย รองผกก.1 บก.ทท. พ.ต.ท.ประพจน์ โชติเกียรติคุณ รองผกก.2 บก.ทท. พ.ต.ท.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย สว.งานสืบสวน กก.1 บก.ทท. พ.ต.ต.อรรถพงษ์ แสนใจวุฒิ สว.งานสืบสวน กก.2 บก.ทท. พร้อมพวกจึงได้ประสานกับตำรวจบช.ภ.3 พ.ต.อ.ภาณุ บูรณศิริ รองผบก.ศสส.บช.ภ.3 และเจ้าหน้าที่ธนาคาร จนได้ภาพถ่ายของคนร้ายที่กำลังถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม ซึ่งจากการวิเคราะห์จุดเฝ้าระวังพบว่าเป็นบริเวณถ.พัทยากลาง ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2554 เวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถจับกุมนาย เฉิน ยี่หลิน และนายโก ยี่ เห็น ได้บริเวณด้านหน้าอพาร์ทเม้นท์ ถ.เฉลิมพระเกียรติ ซอย 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนที่จะเข้าไปตรวจค้นที่ห้องพัก D5 ภายในอพาร์เม้นท์ดังกล่าวพบนายเย็น ยี่ ชุน พร้อมด้วยของกลางทั้งหมด
จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันกระทำผิดจริง โดยจะตระเวนขับขี่จักรยานยนต์ไปถอนเงินตามตู้เอมีเอ็มต่างๆในพื้นที่พัทยา จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางดำเนินคดีในข้อหา "ร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็คทรอนิคสืของผู้อื่นในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งบัตรที่ผู้ออกได้ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสด" นอกจากนี้จะขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวด้วยว่า พฤติการณ์ของคนร้ายจะใช้วิธีการหลอกลวงโดยตั้งคอลเซ็นเตอร์ ในต่างประเทศ โดยใช้ระบบโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต สามารถกำหนดหมายเลขให้โชว์ที่เครื่องโทรศัพท์ของผู้เสียหาย ให้เป็นเบอร์ของธนาคาร โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารต่างๆ พร้อมอ้างด้วยว่าผู้เสียหายมีหนี้ค้างชำระค่าบัตรเครดิต หรือ ถูกขโมยข้อมูลทางการเงินเป็นเหตุให้สูญเสียเงินในบัญชี จึงใช้กลอุบายหลอกลวงให้ไปทำธุรกรรมที่ตู้เอทีเอ็ม ให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้าย ทั้งนี้ กลุ่มคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีกลุ่มคนไทยไปทำหน้าที่เป็นพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ ทำหน้าที่มาหลอกลวงที่โทรศัพท์มือถือของเหยื่อ โดยตั้งคอลล์เซ็นเตอร์อยู่ในต่างประเทศ นอกจากนี้มีกลุ่มที่ทำหน้าที่ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนหรือไต้หวัน โดยจะทำการถอนจากตู้เอทีเอ็มในประเทศไทยและไต้หวัน กลุ่มจัดหาบัญชีและบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งจะไปว่าจ้างคนทั่วไปให้ไปเปิดบัญชี และเปิดใช้เอทีเอ็ม โดยผู้เปิดจะได้ค่าตอบแทนบัญชีละ 1,000-2,000 บาท กลุ่มจัดการทางการเงินโอนเงินผ่านโพยก๊วน หรือฝ่ากเงินสดเข้าตู้รับฝากเงินอัตโนมัติ และกลุ่มระดับสั่งการจะอยู่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
รองผบช.ก.กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดในลักษณะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ถึง 200 ราย โดยล่าสุดศาลได้พิพากษาจำคุกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ นายหลิน หยางจิ้น, นายหวัง เซิน หง ,นายเลี่ยว ไค่ หมิง สัญชาติไต้หวัน และน.ส.เฉิน หมิง สัญชาติจีน คนละ 140 ปี แต่คงลงโทษไม่เกิน 20 ปี







