
รัฐบาลเศรษฐาใช้เงินเป็น2เดือนจ่ายแล้วกว่า 260,000 ล้านบาท
ส่องรัฐบาลเศรษฐา กว่า2เดือนบริหารประเทศ อนุมัติเงินใช้จ่ายแล้วกว่า 260,000 ล้านบาท ยังไม่รวมแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต10,000บาท ด้วยวิธีการออกพ.ร.บ.กู้เงินอีก500,000 ล้านบาท
กรณีนายกฯเศรษฐา ทวีสินและรมว.คลัง แสดงความมั่นอกมั่นใจว่าโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต1หมื่นบาทจะถึงมือประชาชนตามที่ได้มีการแถลงอย่างเป็นทางการเมื่อ 10พ.ย.2566 โดยใช้งบประมาณราว 5 แสนล้านบาทด้วยวิธีการออกพ.ร.บ.กู้เงิน และย้ำว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย"หาเงินได้และใช้เงินเป็น"โดยพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไทยเดินหน้าในช่วงภาวะวิกฤต
จากการตรวจสอบของโพสต์ทูเดย์ กว่า2เดือนตั้งแต่การเข้ามาบริหารประเทศครม.เศรษฐามีการอนุมัติเงินใช้จ่ายไปแล้วจำนวนกว่า 260,000 ล้านบาท ดังนี้
13 กันยายน 2566
ครม.นัดแรก มีมติเห็นชอบลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
ลดภาษีน้ำมันดีเซล3 เดือน กรมสรรพสามิตขาดรายได้ 15,000 ล้านบาท
ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกแซงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท
ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (LPG) ไว้ที่ระดับ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม
ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้า รอบแรกบิลเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 จากอัตรา 4.45 บาทต่อหน่วย ลดลงเหลือ 4.10 บาท/หน่วย
อนุมัติงบกลาง 998.44 ล้านบาท อุดหนุนค่าเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 2,254,534 คน
18 กันยายน 2566
ปรับค่าไฟฟ้ารอบที่ 2 จากอัตรา 4.10 บาท/หน่วย ลดลงเหลือ 3.99 บาท/หน่วย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชะลอเรียกเก็บค่า Ft 4 เดือน คิดเป็นเงิน 23,428 ล้านบาท
อนุมัติงบกลาง 2,310.26 ล้านบาท อุดหนุนค่าอาหารกลางวัน และจัดซื้อนมโรงเรียนในไตรมาสที่ 4 ของปี66
26 กันยายน 2566
เห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อยที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท จำนวน 2.698 ล้านราย
ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรายละไม่เกิน 100,000 บาท
รัฐบาลจัดสรรงบประมาณชดเชยภาระดอกเบี้ยวงเงิน 11,096 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายให้ ธ.ก.ส.ในโครงการการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการการนี้อีก 1,000 ล้านบาท รวม 12,096 ล้านบาท มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ700,000ราย
อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 1,962.62 ล้านบาท ไปสนับสนุนให้ประชาชนเร่งตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงิน 1,024.41 ล้านบาท
จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยผู้พิการ 541.09 ล้านบาท และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 1/2566 อีก 397.12 ล้านบาท
3 ตุลาคม 2566
มติแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet
เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันเงินกู้ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำไปใช้ในการเสริมสภาพคล่องในปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 18,000 ล้านบาท
16 ตุลาคม 2566
อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น – หนองคาย ในวงเงิน 29,748 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 – 2571
อนุมัติมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2567 สำหรับรถไฟชานเมือง สายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) ของการไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ของการไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนเป็นระยะเวลา 1 ปี คาดว่าจะทำให้ รฟท.สูญเสียรายได้ปีละ 77.15 ล้านบาท และรฟม.อีก 193.23 ล้านบาท
31 ตุลาคม 2566
เห็นชอบให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลงลิตรละ 1 บาท ตามสัดส่วนของเนื้อน้ำมันที่ผสมอยู่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 และใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าไปแทรกแซงให้ราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงลิตรละ 2.50 บาท คาดว่าจะทำให้กรมสรรพสามิตขาดรายได้ไปประมาณ 2,700 ล้านบาท
เห็นชอบให้ธนาคารออมสิน และธ.ก.ส.ดำเนินโครงการสินเชื่อคืนถิ่นแรงงานไทย (อิสราเอล) วงเงิน 2,000 ล้านบาท (ธนาคารละ 1,000 ล้านบาท) ปล่อยกู้แรงงานไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอลไม่เกิน 150,000 บาท/ราย เพื่อนำเงินไปชำระหนี้จากการไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล หรือนำไปลงทุนประกอบอาชีพใหม่ กรณีเกิดความเสียหายจากการดำเนินโครงการรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ 1,200 ล้านบาท มาชดเชยให้กับธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561
7 พฤศจิกายน 2566
เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปี2566/67 จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวม 55,038.96 ล้านบาท แยกเป็น วงเงินสินเชื่อ 44,437 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 10,601 ล้านบาท และอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2566/67 วงเงิน 370 ล้านบาท รวมทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก 65.17 ล้านบาท
14พฤศจิกายน 2566
เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2566/67 จำนวน 1 โครงการ คือโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 56,321.07 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67ประมาณ 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท
เห็นชอบงบประมาณ จำนวน 5,375,000 ดอลลาร์สหรัฐ และแผนการดำเนินงานประจำปี 2567 ขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 375,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยขอใช้เงินที่ได้รับจากการขายปิโตรเลียม ส่วนที่เป็นกำไรในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จำนวน 5,361,902 ดอลลาร์สหรัฐ และงบประมาณเหลือจ่ายของปี 2565 จำนวน 13,098 ดอลลาร์สหรัฐ แผนการดำเนินงานในปี 2567 ประกอบด้วย ด้านการสำรวจและการประเมินผล ด้านการพัฒนาปิโตรเลียม และด้านการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย
ทั้งนี้ รัฐบาลเศรษฐา มีภาระค้างจ่ายเงินชดเชยแบงก์รัฐอยู่ที่ 940,229 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 29.25% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2566 โครงการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพข้าวแจกเงินชาวนา 468,000 ครัวเรือน ไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท คาดว่าต้องใช้เงินอีก 56,000 ล้านบาท และโครงการดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาท ที่ต้องใช้เงิน 500,000 ล้านบาทเหลือเงินนอกงบประมาณให้ใช้จ่ายได้ไปจนกว่าจะมีพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 อีกล้านบาท ขณะเดียวกันรัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหาเงินรายได้เข้าประเทศ







