posttoday
สิทธิบัตร-ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

สิทธิบัตร-ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

19 มกราคม 2554

 

...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

การจดสิทธิบัตรนั้น หากจะให้รวดเร็วควรมีการแก้น้อย มีการ Out Source ไปจ้างมหาวิทยาลัยต่างๆ ตรวจสอบ เพื่อช่วยผ่อนแรงผู้ตรวจสอบที่มีจำนวนจำกัด รวมถึงเวลายื่นขอจดสิทธิบัตรก็ควรยื่นให้ถูกต้อง ระบุผลที่เกิดประโยชน์ ข้อถือสิทธิให้ชัดเจน ให้มีการแก้ไขน้อยที่สุด ซึ่งการจะทำเรื่องยื่นขอจดให้ผิดพลาดน้อยได้นั้น อาจต้องมีตัวแทนสิทธิบัตร และขึ้นกับคุณสมบัติของตัวแทนสิทธิบัตรด้วย

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐนั้นเขาให้ความสำคัญกับตัวแทนสิทธิบัตรมาก คนจะเป็นตัวแทนได้ บางประเทศจะต้องมีพื้นฐานความรู้ เช่น เคมี ชีวะ วิศวะ เป็นต้น และผ่านการอบรม 300–500 ชั่วโมง ค่าอบรมสูงมาก เคยมีบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาเปิดการอบรมเพิ่มเติมให้ตัวแทนประเทศต่างๆ ในประเทศไทย คิดค่าอบรมประมาณ 2 แสนบาท ใน 1 สัปดาห์ การที่คิดค่าอบรมแพงมากเพราะผู้เป็นตัวแทนสิทธิบัตรจะทำเงินได้มหาศาล เพราะการจะจดสิทธิบัตรได้หรือไม่ขึ้นกับตัวแทนสิทธิบัตร และจะมีข้อถือสิทธิมากน้อยแค่ไหน ดีหรือไม่ ก็ขึ้นกับตัวแทนสิทธิบัตรเช่นกัน ตัวแทนสิทธิบัตรจึงไม่ใช่ผู้ที่ทราบข้อกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องทราบด้านเทคนิควิชาการที่จะมายื่นขอจดสิทธิบัตรด้วย เพื่อจะช่วยนักประดิษฐ์ว่าควรจะมีข้อถือสิทธิ (Claim) อะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์

สำหรับประเทศไทย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมายังขาดแคลนผู้มีความรู้ด้านสิทธิบัตรอยู่มาก การอบรมตัวแทนสิทธิบัตรจึงเพียงเพื่อให้ทราบแนวทาง วิธีการยื่นขอจด รวมทั้งความรู้ทั่วๆ ไป โดยใช้เวลาเพียง 1–2 สัปดาห์ และไม่กำหนดพื้นฐานความรู้ เพิ่งจะมามีการปรับปรุงให้มาตรฐานสูงขึ้นเมื่อ 2–3 ปีมานี้เอง คือกำหนดให้มีการอบรมและฝึกงานประมาณ 100 ชั่วโมง จึงจะได้เป็นตัวแทนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม ควรจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของตัวแทนสิทธิบัตรอีกเป็นระยะๆ ตามความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และการเติบโตด้านการวิจัยและพัฒนาของไทย ไม่เช่นนั้นก็จะได้คำขอสิทธิบัตรที่ไม่มีคุณภาพ ผิดพลาด แก้แล้วแก้อีก ทำให้เสียเวลาในการยื่นคำขอมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้การจดสิทธิบัตรล่าช้า

เรื่องปัญหาเกี่ยวกับสิทธิบัตรคงไม่ใช่เรื่องที่กล่าวข้างต้นเพียงเรื่องเดียว ยังมีอีกหลายๆ เรื่องมาก แต่ขอเก็บไว้เล่าสู่กันฟังคราวต่อๆ ไปดีกว่า ขอกลับมาสู่เรื่องที่ค้างไว้ว่า เงื่อนไขอะไรที่จดสิทธิบัตรไม่ได้อีก นอกจากเรื่องของความไม่ใหม่ เป็นงานที่มีปรากฏอยู่แล้ว ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้แล้ว ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก โดยเฉพาะในกฎหมายสิทธิบัตรของไทย คือ

จุลชีพ และส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช

ยกตัวอย่างง่ายๆ เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรด้านนี้อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่มาก ดังนั้นหากนาย ก. จะหยิบจุลชีพจากโคลนตามที่ใดที่หนึ่งมาล้างน้ำ หรือแม้แต่ตัดแบ่งบางส่วนแบบง่ายๆ แล้วมายื่นขอจดสิทธิบัตร ย่อมจดไม่ได้ ซึ่งกฎหมายสิทธิบัตรไทยไม่คุ้มครองจุลชีพ และส่วนประกอบของจุลชีพ รวมไปถึงสัตว์และพืช ก็เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ และชีวภาพที่มีอยู่อย่างหลากหลาย รวมถึงเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย

ส่วนสารสกัดจากพืชและสัตว์ถือว่าไม่มีลักษณะของการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นเป็นกระบวนการ หรือเป็นผลิตภัณฑ์ แต่เป็นเพียงของที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพียงแต่ไปนำมาสกัดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สารสกัดเหล่านี้หากมีการคิดค้นนำไปประกอบกับสารอื่นๆ จนเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา หรือกรณีจุลชีพ หากนำมาผสมกับสารต่างๆ จนกลายเป็นตัวยาชนิดใหม่ขึ้นมา ก็สามารถจดได้ หรือจุลชีพที่มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นเอง เช่น แบคทีเรียที่ใส่ในเครื่องดื่มบางชนิด เป็นต้น ก็สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้ ข้อสังเกตที่สำคัญก็คือ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากสมองหรือปัญญาของมนุษย์นั้น จะจดสิทธิบัตรไม่ได้

ในกรณีของพืช อาจจะยังมีข้อยกเว้นอยู่บ้างว่า หากเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่มีการผสมปลูกเพาะ และทดลองปลูกมาเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่กลายพันธุ์ ก็ยื่นขอจดได้ แต่การจดนี้ก็ต้องจดภายใต้กฎหมายพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

มักจะมีความเข้าใจผิดเสมอๆ ว่า ข้าวหอมมะลิของไทยถูกเอาไปจดในต่างประเทศ ทำให้คนไทยซึ่งมาทราบภายหลัง จดไม่ได้ เช่นเรื่องของข้าว “จัสมาติ” กับเมื่อไม่นานมานี้ก็ “ข้าวหอมมะลิ” และข้าวอื่นๆ อีก ซึ่งก็คงเป็นความไม่ทราบของคนไทยจริงๆ แต่เมื่อไม่ทราบแล้วก็เข้าใจผิดกันไปยกใหญ่ เพราะเรื่องของ “จัสมาติ” นั้นเป็นการจดเครื่องหมายการค้า ไม่ใช่พันธุ์ข้าว โดยนำคำว่า จัสมิน ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายแล้ว จดเครื่องหมายการค้าไม่ได้ เหมือนคำว่า “บรั่นดี” เป็นต้น

แน่นอนว่าแม้คนไทยทั่วไปจะไม่ชอบใจให้ใครทำสิ่งใกล้เคียงหรือแปลได้ว่าเป็นข้าวหอมมะลิของไทยไปใช้ เพราะเกรงว่าจะสับสน แต่การคัดค้าน ซึ่งทราบว่าฝ่ายราชการเขาได้พยายามดำเนินการนั้น ย่อมมีน้ำหนักน้อย ก็เหมือนไทยนำคำว่า “โออิชิ” ของญี่ปุ่น มาจดเป็นชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย จนเป็นที่แพร่หลาย แถมยังเป็นชื่อเครื่องดื่มต่างๆ ด้วย หรือคำว่าบรั่นดี ที่ใช้กันอยู่กับเหล้าหลายชนิดที่ไทยผลิตเหมือนกัน

ที่กล่าวมานี้ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างของความเข้าใจคลาดเคลื่อน ส่วนตัวอย่างอื่นๆ ผู้เขียนขอยกไปอธิบายในคราวต่อๆ ไปดีกว่า เพราะจะยังมีเรื่องข้าวอีกหลายเรื่อง บางเรื่องก็เป็นเรื่องความเข้าใจผิดเพราะไม่ทราบข้อมูล เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องทางเทคนิคเจ้าของเรื่องไม่ได้อธิบายมากนัก และบางเรื่องก็มีสาเหตุมาจากความร่วมมือสมัยดึกดำบรรพ์ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นทารกไร้เดียงสากันอยู่ และอาจจะรวมถึงฝรั่งที่อาจจะมีเจตนาบริสุทธิ์ด้วย แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ธุรกิจและเงินมีความสำคัญมากขึ้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท