
นายกฯเศรษฐาขีดเส้นนโยบายแจกเงินดิจิทัลต้องจบก่อนไปประชุมAPEC
นายกฯเศรษฐา ทวีสิน เรียกหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประชุมด่วนบ่ายสามโมง ติดตามความคืบหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัล 10000บาท ทุกอย่างต้องเคลียร์จบใน10พ.ย.66ก่อนเดินทางไปประชุม APEC ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่3พ.ย.2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงนโยบายเติมเงินดิจิทัล 10000 บาท ผ่าน Digital Wallet ของรัฐบาลว่า วันนี้ เวลา 15.00 น. จะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมกลุ่มย่อย เพื่อติดตามการทำงานเกี่ยวกับนโยบายเติมเงินดิจิทัลที่ทำเนียบรัฐบาล
“วันนี้ จะมีการประชุมภายใน และจะแจ้งให้ทราบว่าจะมีการตั้งทีมอนุกรรมการเมื่อไหร่ โดยทุกอย่างหวังว่าน่าจะจบภายในอาทิตย์หน้า พร้อมขอว่าอย่าถามรัฐมนตรีหรือที่ปรึกษาท่านอื่นก็แล้วกัน และขอให้ฟังความคืบหน้าจากนายกฯเอง”
นายเศรษฐา กล่าวว่า ในการหารือกลุ่มย่อยช่วงบ่ายวันนี้ จะติดตามความคืบหน้าการดำเนินนโยบาย และหากทุกอย่างเรียบร้อย ก็น่าจะประชุมอนุกรรมการนโยบายโครงการเติมเงินดิจิทัล 10000 บาท ผ่าน Digital Wallet ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่
ทั้งนี้ เนื่องจากในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 นี้ นายกฯ มีกำหนดการเดินทางเข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ระหว่างวันที่ 11-17 พฤศจิกายน 2566 นี้ ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงอยากให้ทุกอย่างเร่งดำเนินการให้จบภายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ให้ได้
ก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการฯ ที่มีนายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เตรียมเสนอทางเลือกอื่น ๆ ในการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ นอกเหนือไปจากการแจกแบบถ้วนหน้าตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 56 ล้านคน ใช้งบประมาณ 560,000 ล้านบาท
ภายหลังจากได้รับข้อสังเกตจากหลายหน่วยงานในที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ว่า การแจกเงินดิจิทัล มีความเป็นไปได้หรือไม่ในการเลือกแจกให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย หรืออาจต้องตัดกลุ่มคนรวย หรือผู้ที่มีรายได้สูงออกจากโครงการไป เพื่อลดกรอบวงเงินของโครงการลงจากเดิม
โดยทางเลือกที่คณะอนุกรรมการฯ เตรียมเสนอนั้น มี 3 แนวทาง ประกอบด้วย
- ให้เฉพาะกลุ่มที่เคยลงทะเบียนคนจน จำนวน 15-16 ล้านคน ต้องใช้งบประมาณ 150,000-160,000 ล้านบาท
- กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน จำนวน 43 ล้านคน และมีเงินฝากในบัญชีเกิน 1 แสนบาท ต้องใช้งบประมาณ 430,000 ล้านบาท
- กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน จำนวน 49 ล้านคน และมีเงินฝากในบัญชีเกิน 5 แสนบาท ต้องใช้งบประมาณ 490,000 ล้านบาท







