
'อิเหนา' มาแรง พลวัตใหม่แห่งศก.เอเซีย
สภาพเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในช่วงเวลาที่คึกคักอย่างมาก ด้วยอัตราการขยายตัวของสิงคโปร์ อันเป็นพลวัตหลักของภูมิภาคนี้ ที่สูงถึง 14.7% เมื่อปีที่แล้ว นับเป็นอัตราการขยายตัวที่ดีที่สุดนับตั้งแต่สถาปนาประเทศเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ขณะที่มาเลเซียเพื่อนบ้านที่อยู่ใจกลางภูมิภาค คาดว่าในปีนี้จะขยายตัวถึง 6% ส่วนฟิลิปปินส์คาดว่าจะโตถึง 5% ในปีนี้
สภาพเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในช่วงเวลาที่คึกคักอย่างมาก ด้วยอัตราการขยายตัวของสิงคโปร์ อันเป็นพลวัตหลักของภูมิภาคนี้ ที่สูงถึง 14.7% เมื่อปีที่แล้ว นับเป็นอัตราการขยายตัวที่ดีที่สุดนับตั้งแต่สถาปนาประเทศเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ขณะที่มาเลเซียเพื่อนบ้านที่อยู่ใจกลางภูมิภาค คาดว่าในปีนี้จะขยายตัวถึง 6% ส่วนฟิลิปปินส์คาดว่าจะโตถึง 5% ในปีนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สภาพเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในช่วงเวลาที่คึกคักอย่างมาก ด้วยอัตราการขยายตัวของสิงคโปร์ อันเป็นพลวัตหลักของภูมิภาคนี้ ที่สูงถึง 14.7% เมื่อปีที่แล้ว นับเป็นอัตราการขยายตัวที่ดีที่สุดนับตั้งแต่สถาปนาประเทศเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ขณะที่มาเลเซียเพื่อนบ้านที่อยู่ใจกลางภูมิภาค คาดว่าในปีนี้จะขยายตัวถึง 6% ส่วนฟิลิปปินส์คาดว่าจะโตถึง 5% ในปีนี้
แต่ประเทศที่มีอัตราการขยายตัวที่คึกคักที่สุดในภูมิภาค คือ อินโดนีเซีย ประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และกำลังกลายเป็นหนึ่งพลวัตหลักของเศรษฐกิจในเอเชีย
เมื่อปีที่แล้วอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียร้อนแรงอย่างยิ่ง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ราว 66.3% จาก 4.5% เมื่อปี 2552 ขณะที่ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 6.3%
ก่อนหน้านี้ อังกิโต อาบีมันยู อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับแถวหน้าของอินโดนีเซีย เคยคาดการณ์ว่า อินโดนีเซียจะได้รับการยกระดับสถานะความน่าเชื่อถือทางการเงินให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับที่ดีที่สุด หรือระดับน่าลงทุนภายในปีนี้ เนื่องจากอัตราการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมปรับขึ้นมาถึง 5% เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี
การคาดการณ์ของ อาบีมันยู ใกล้เคียงกับความจริงขึ้นมาทุกขณะ เมื่อบริษัท Moody’s Investors Service ปรับระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของอินโดนีเซียขึ้นมาอยู่ที่ระดับ Ba1 จาก Ba2 หรือเพียง 1 ขั้นจากระดับที่น่าลงทุนที่สุด โดยชี้ว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีความมั่นคง อีกทั้งสถานะของหนี้สาธารณะที่ดีขึ้นยังผลให้พันธบัตรมีแนวโน้มที่สดใส
การปรับระดับโดย Moody’s ยังผลให้อินโดนีเซียหวนกลับไปสู่สถานะอันรุ่งโรจน์เมื่อก่อนวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 อีกทั้งยังอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกับประเทศในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรีซ โดยที่กรีซอยู่ในภาวะที่สวนทางกับอินโดนีเซีย เพราะเสี่ยงที่จะถูกปรับลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินจากวิกฤตหนี้สาธารณะ ขณะที่อินโดนีเซียมีโอกาสก้าวขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดของการลงทุน
ในเวลาไล่เลี่ยกัน Government of Singapore Investment Corp (GIC) อันเป็นกองทุนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของสิงคโปร์ แย้มแผนการลงทุนในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คาดว่าอาจทุ่มลงทุนท่าเรือยอชต์ที่เกาะบาหลี หรือรับเหมาก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อสนามบินนานาชาติกับย่านใจกลางเมืองของกรุงจาการ์ตา
ฟาก Sumitomo Mitsui Financial Group ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นมีแผนการขยายการลงทุนในอินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่ โดยเตรียมเพิ่มจำนวนพนักงานอีกถึง 200 คน เพื่อเกาะกระแสความคึกคัก อีกทั้งยังเจาะช่องทางธุรกิจสินเชื่อในอินโดนีเซียที่เริ่มขยายตัว จากแต่เดิมที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก เนื่องจากสถาบันการเงินมักปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจกลุ่มใหญ่ๆ เป็นหลัก
เมื่อปีที่แล้ว Hyundai Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ประกาศแผนการเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซีย ตามรอย Hankook Tire ผู้ผลิตยางรถยนต์จากแดนโสมขาวที่ทุ่มลงทุนถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ POSCO ธุรกิจเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก จากประเทศเดียวกัน ที่มองเห็นถึงความมั่งคั่งด้านทรัพยากรสินแร่เหล็กและถ่านหินของอินโดนีเซีย
การลงทุนจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสทุนที่กำลังไหลบ่าเข้าสู่แดนอิเหนา คาดว่าเมื่อปีที่แล้วการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทะลักเข้ามาถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือพุ่งขึ้นมาถึง 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้
คาดว่าในปีนี้ FDI จะปรับขึ้นมาถึง 2.21 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยบวกที่หนุนอนาคตที่สดใสของอินโดนีเซีย มีตั้งแต่รากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงจากฝีมือการบริหารที่ค่อนข้างสม่ำเสมอของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน จนได้รับคำชื่นชมจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ระบุว่า อินโดนีเซียไม่เพียงหลุดพ้นจากแรงเฉื่อยของวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อ 14 ปีที่แล้วเท่านั้น แต่จะยังเป็นพลวัตหลักของการขยายตัวในภูมิภาค
นอกจากนี้ เศรษฐกิจภาคพื้นฐานของประเทศยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 10% และภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวต่อเนื่องจนกินสัดส่วนของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ 14.4%
ที่สำคัญก็คือ แม้ว่าอินโดนีเซียจะยังคงอาศัยภาคการส่งออก แต่ตลาดภายในประเทศมีขนาดใหญ่มาก จนสามารถพึ่งพาเป็นกำลังหลักได้ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจภายนอกประเทศ ด้วยประชากร (หรือผู้บริโภคกว่า 260 ล้านคน) ขณะที่ตลาดภายในคิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของ GDP
นี่คือมูลเหตุหลักที่ FDI จากทุกมุมโลกกำลังจับจ้องโอกาสที่จะเข้ามาในประเทศนี้ อีกมูลเหตุมาจากปัจจัยการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงาน
ปัญหาความวุ่นวายในตลาดแรงงานจีน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่เพิ่มขึ้น หรือการนัดหยุดงานประท้วงที่ถี่ขึ้น ยังผลให้หลายบริษัทย้ายฐานการผลิตมายังอินโดนีเซีย ซึ่งมีแรงงานเหลือเฟือ (อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อีกทั้งค่าแรงยังต่ำ เมื่อเทียบกับจีน ค่าแรงในแดนอิเหนาอยู่ที่เพียง 120 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ขณะที่ค่าแรงในจีนสูงถึงกว่า 150 เหรียญสหรัฐ (เฉพาะในเมืองเสิ่นเจิ้น) และยังปรับเพิ่มขึ้นมากว่า 20% เมื่อปีที่แล้ว
ก่อนหน้านี้ความรุ่งโรจน์ของจีนเคยเป็นสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจในอินโดนีเซียต้องล้มละลาย แต่วันนี้สายลมกำลังเปลี่ยนทิศ ด้วยปัจจัยลบด้านการลงทุนที่กำลังก่อตัวขึ้นในถิ่นพญามังกร
กระนั้นก็ตาม ใช่ว่าการลงทุนในแดนอิเหนาจะราบรื่นไปเสียทั้งหมด เพราะปัจจัยลบที่จะบั่นทอนความคาดหวังต่ออินโดนีเซียมีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ปัญหาคอร์รัปชันเรื้อรังคือปัจจัยเสี่ยงที่สุดของพัฒนาการทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย แม้แต่ IMF ยังเตือนถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ข้าราชการและนักการเมืองขาดความโปร่งใส และรับสินบนกันอย่างครึกโครม
ปัญหาคอร์รัปชันยังส่งผลกระทบไปถึงปัญหาขาดแคลนสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านขนส่ง
อินโดนีเซียมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นหมู่เกาะน้อยใหญ่หลายพันเกาะ การขนส่งทางเรือจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนถึง 80% ยังต้องพึ่งพาการขนส่งด้านนี้ อย่างไรก็ตาม ท่าเรือหลายแห่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม และระบบให้บริการล่าช้า ไม่เท่านั้น เรือขนส่งของอินโดนีเซียยังประสบอุบัติเหตุล่มบ่อยครั้ง เช่นเดียวกับสายการบินภายในประเทศ ที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่ยอมลงมือพัฒนาสาธารณูปโภคที่เป็นเสมือนเส้นเลือดหลักของระบบเศรษฐกิจ ที่ผ่านมามีเพียงคำมั่นสัญญาและความคาดหวังเท่านั้น ดังเช่นความหวังที่จะเห็นนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อยกระดับสาธารณูปโภค เพราะรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวไม่อาจแบกรับเงินลงทุนที่สูงถึง 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐได้
ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงจาการ์ตา ยังผลาญเม็ดเงินของภาคธุรกิจไปกับค่าเสียเวลาและค่าเชื้อเพลิงถึงปีละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปัญหาทำนองนี้นับเป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดีสำหรับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ที่ยังปล่อยให้ปัญหาการจราจรติดขัดยังคาราคาซัง โดยมิได้ตระหนักถึงค่าเสียหายที่ซุกซ่อนอยู่ในปัญหานี้
อย่างไรก็ตาม วิกฤตอาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาธารณูปโภคที่ย่ำแย่ กลับกลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างประเทศ ดังเช่นกรณีของ GIC ที่เล็งโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ในกรุงจาการ์ตาเอาไว้
นอกจากนี้ อินโดนีเซียกำลังกวาดล้างขบวนการคอร์รัปชันอย่างหนักหน่วง หลังจากเกิดกรณีอื้อฉาวที่หัวหน้าหน่วยงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังตกเป็นผู้ต้องหาคดีดังกล่าวเสียเอง จนประธานาธิบดียูโดโยโนไม่อาจนิ่งดูดายกับปัญหานี้ได้อีกต่อไป ถึงขั้นผลักดันให้แก้ไขกฎหมายและระบบภาษีที่ล้าหลัง จนเปิดช่องให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้โดยง่าย
หากประสบความสำเร็จ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ออินโดนีเซียจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และโอกาสที่จะก้าวสู่ระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินสูงสุดคงไม่ไกลเกินเอื้อม







