
แจกก่อนโหวตรธน.-9พันล้านซื้อใจพรรคร่วม
ถ้าเอกซเรย์ไปที่มติ ครม.น่าจะเห็นภาพของการสมประโยชน์มากกว่างบกลางปี เพราะมีการอนุมัติงบประมาณหลายพันล้านแจกจ่ายหลายกระทรวง ซึ่งอยู่ในโควต้าพรรคร่วมรัฐบาล....
ถ้าเอกซเรย์ไปที่มติ ครม.น่าจะเห็นภาพของการสมประโยชน์มากกว่างบกลางปี เพราะมีการอนุมัติงบประมาณหลายพันล้านแจกจ่ายหลายกระทรวง ซึ่งอยู่ในโควต้าพรรคร่วมรัฐบาล....
โดย....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ข้อสังเกตจากพรรคเพื่อไทย ต่อการตั้งงบประมาณกลางปี 2554 วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท ของรัฐบาล เพื่อต้องการนำไปต่อรองพรรคร่วมรัฐบาลให้โหวตญัติติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาส.ส. โดยพรรคร่วมต้องการระบบเลือกตั้งแบบเขต 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนกรานต้องการสูตร 375 คนบวก 125 คน จึงต้องการมือพรรคร่วมให้เห็นด้วยกับพรรคประชาธิปัตย์
แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะออกมาปฏิเสธว่า เป็นคนละเรื่องกัน เพราะงบดังกล่าวเป็นการจัดสรรเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และฟื้นฟูจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ แต่ถ้าติดตามปรากฎการณ์ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวานนี้ ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าพินิจอยู่เหมือนกัน
สำหรับงบประมาณกลางปี ที่ผ่านความเห็นชอบครม. วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน ก้อนแรก 8.4 หมื่นล้านบาทใช้คืนหนี้เงินคงคลัง ก้อนที่สอง 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการฟื้นฟูเหตุอุทกภัย ส่วนที่เหลืออีก 5.9 พันล้านบาทจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะได้เค้กก้อนนี้อย่างไร อาจมีส่วนอยู่บ้างเล็กๆ โดยจากอินไซค์ครม. มีการหารือว่างบก้อนที่สองโครงการฟื้นฟูอุทกภัย ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการจ่ายเงินชดเชยที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คิดต่อไปกระทรวงเกษตรฯอยู่ในโควต้าของพรรคใด คำตอบคือ พรรคชาติไทยพัฒนา
ตรงนี้ยังไม่ชัดเสียทีเดียวต่อการจัดสรรงบแจกพรรคร่วม เพราะกระบวนการจ่ายเงินชดเชยฟื้นฟู ต้องผ่านระบบ ตรวจสอบ กลั่นกรอง ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ดังนั้นการจัดสรรงบกลางในส่วนนี้อาจเป็นแค่รายการอำพรางทางการเมือง
แต่ถ้าเอกซเรย์ไปที่มติ ครม.อื่น ๆ น่าจะเห็นภาพของการสมประโยชน์มากกว่างบกลางปี เพราะมติที่ประชุมครม. มีการอนุมัติงบประมาณหลายพันล้านแจกจ่ายหลายกระทรวง ซึ่งอยู่ในโควต้าพรรคร่วมรัฐบาล
เริ่มจาก กระทรวงมหาดไทย ภายใต้โควต้าพรรคภูมิใจไทย มีการเสนอของบกลางประจำปี 2553 จำนวน 1,323 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ซ่อมแซม บูรณะศาลากลางจังหวัด และทรัพย์สินของทางราชการที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 โดยเป็นศาลากลางในจังหวัด ขอนแก่น มุกดาหาร อุดรธานี อุบลราชธานี เชียงใหม่ ปรากฎว่า นายอภิสิทธิ์เซ็นเรื่องเข้าวาระพิจารณาเห็นชอบให้ไป 837.64 ล้านบาท
มาที่กระทรวงพลังงาน ภายใต้โควต้าของพรรครวมชาติพัฒนา ซึ่งมีสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายใหญ่ลำตะคองคุมบังเหียน มีข่าวดีจากครม. เมื่อเห็นชอบโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 โดยเป็นเงินลงทุนโครงการ 4,826 ล้านบาท เท่านั้นไม่พอ ยังอนุมัติโครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1 ส่วนสถานีไฟฟ้าแรงสูง วงเงิน 3,815 ล้านบาท สิริรวมสองโครงการปาเข้าไป 8,000 กว่าล้านบาท แม้ส่วนนี้จะมีการอ้างว่าเป็นงบลงทุนรัฐวิสหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่ภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีพรรครวมชาติพัฒนาที่สามารถผลักดันให้เป็นผลงานลงพื้นที่ ก็ต้องบอกว่า แฮปปี้ถ้วนหน้า
ส่วนกระทรวงในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับอานิสงค์จากครม. ด้วย เมื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ได้รับการอนุมัติ งบประมาณกลางปี 2554 วงเงิน 310 ล้านบาท ดำเนินการจัดซื้อเครื่องเรดาร์เพื่อทดแทนของเดิมและเพิ่มเติมให้มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและเตือนภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จ.ชัยนาทและจ.พิษณุโลก
เหตุผลติดตั้งมีการระบุว่า จ.ชัยนาทเป็นพื้นที่หลุมดำ จึงต้องมีการติดตั้งเรดาห์ที่มีประสิทธิภาพ ส่วนจ.พิษณุโลก เพื่อให้คลอบคลุมไปในหลายพื้นที่ แต่ทางการเมืองมองลงไปในพื้นที่สักหน่อย ปรากฎว่า จ.พิษณุโลกเป็นฐานการเมืองของนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีทีนั่นเอง
นอกจากนี้ กรมประชาสัมพันธ์ ภายใต้การดูแลของนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.สำนักนายกฯ สังกัดประชาธิปัตย์ ได้รับงบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2554 วงเงิน 150 ล้านบาท จัดซื้อทดแทนรถผลิตรายการนอกสถานที่พร้อมอุปกรณ์พิเศษระบบ Digital Full High Definition จำนวน 1 คัน
เมื่อนำบรรดาบิ๊กโปรเจคมาคำนวณเม็ดเงินรวมกันประมาณ 9 พันกว่าล้านเกือบแตะตัวเลขกลมๆที่หมื่นล้านบาท
แน่นอนอาจมีคำถามว่า การนำประเด็นโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเชื่อมโยงการต่อรองงบประมาณ คิดมากเกินไปหรือเปล่า ไม่น่าเกี่ยวกันเลย
แต่เรื่องการเมืองต้องอย่าลืมว่า คือการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว ซึ่งเป็นที่รับรู้กันในหมู่นักการเมือง แค่หลิ่วตาก็รู้กัน
จึงไม่แปลก หลังประชุมครม.เสร็จสิ้น มีเสียงเล็ดลอดตามมาหลังห้องประชุม "งานนี้ 375 บวก 125 มาแน่"







