
กู่ไม่กลับ
ชักจะไปกันใหญ่แล้ว สำหรับมาตรการประชาวิวัฒน์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานของรัฐบาลชุดนี้
ชักจะไปกันใหญ่แล้ว สำหรับมาตรการประชาวิวัฒน์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานของรัฐบาลชุดนี้
รัฐบาลประกาศจะตรึงราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ในภาคครัวเรือนและภาคการขนส่ง แต่ทว่าปัญหาใหญ่ก็คือบ่จี๊ ไม่มีเงิน
กองทุนวิเศษ หรือกองทุนน้ำมันฯ ที่ใช้ตรึงราคาพลังงานสารพัด ตั้งแต่น้ำมันดีเซลไปจนถึงก๊าซแอลพีจี เริ่มขาสั่น ด้วยเหตุที่เงินใกล้หมดเข้าไปทุกที
ทางออกจึงเหมือนที่คาดเอาไว้ไม่มีผิด
นั่นคือเตรียมเอาเงินภาษีมาตรึงราคา
เฮ้อออ มันจะไปถึงไหนกันหนอ
ตามแผนที่วางไว้คือ ภายหลังกองทุนน้ำมันฯ ถูกใช้หมด ช่วงแรกจะขอเอาเงินภาษีมาจ่ายชดเชย จากนั้นจะไปแก้กฎหมายเอาเงินจากค่าภาคหลวงปิโตรเลียมมาจ่ายแทน
ทั้งหมดไม่ว่าวิธีใด มันก็คือการเอาภาษีมาจ่ายดีๆ นี่เอง
ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม เป็นเงินที่เก็บจากผู้ที่ได้รับสัมปทานการขุดเจาะก๊าซ-น้ำมันในประเทศไทย โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้ดำเนินการ
น้อยคนนักจะรู้ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ถือเป็น 1 ใน 4 กรมหลักที่เก็บภาษีนำส่งเข้าคลังมากสุด รองจากกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร
แต่ละปีกรมเชื้อเพลิงพลังงานจะนำเงินส่งเข้าคลัง จากค่า|ภาคหลวงปิโตรเลียม 5-6 หมื่นล้านบาท
และเงินค่าภาคหลวงเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นเงินภาษี ถือเป็นรายได้ของรัฐ ที่จะนำมาใช้ในระบบงบประมาณปกติ
แต่นาทีนี้เมื่อเลือดเข้าตา จำเป็นต้องตรึงราคาก๊าซ ก็เลยมีความคิดจะเอาเงินที่เคยส่งเข้าเป็นรายได้ของรัฐ ดูดเข้ามาตรึงราคาก๊าซเสียนี่
ไม่ว่าพลิกแพลงวิธีไหน มันก็เหมือนเอาเงินกระเป๋าซ้าย มาจ่ายกระเป๋าขวา เอาภาษีมาตรึงราคาก๊าซอยู่ดี
แต่ก่อนตอนที่ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ก็แย่อยู่แล้ว ทว่าพอถูๆ ไถๆ เพราะเงินกองทุนน้ำมันฯ เก็บมาจากคนใช้รถยนต์เป็นหลัก
แต่คราวนี้จะเอาเงินภาษีส่วนรวมมาตรึงราคาก๊าซแอลพีจีเสียนี่ ถามว่ามันยุติธรรมแล้วหรือ เพราะคนใช้ก๊าซแยกย่อยตั้งแต่ครัวเรือน ร้านค้าขนาดใหญ่ รวมไปถึงติดรถยนต์
หลายรัฐบาลในโลกเคยทุ่มเงินมหาศาลไปตรึงราคาพลังงาน อาทิ อินโดนีเซียที่เคยเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน-โอเปก แต่สุดท้ายอินโดนีเซียยังต้องถอย ต้องปรับเพิ่มราคาพลังงาน
แล้วพี่ไทยมีอะไรบ้าง ถึงหาญกล้าตรึงราคาพลังงาน
นอกจากประชาวิวัฒน์ ที่ทำท่าเป็นประชาหาเสียงเต็มรูปแบบ







