posttoday
รัดเข็มขัดค่าหมอ ข้าราชการหมดใจ

รัดเข็มขัดค่าหมอ ข้าราชการหมดใจ

18 มกราคม 2554

การหั่นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่ยอดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็น “บูเมอแรง” เหวี่ยงเข้ากลับใส่รัฐบาล ทำให้เสียคะแนนนิยมจากข้าราชการไม่ใช่น้อย

การหั่นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่ยอดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็น “บูเมอแรง” เหวี่ยงเข้ากลับใส่รัฐบาล ทำให้เสียคะแนนนิยมจากข้าราชการไม่ใช่น้อย

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

รัดเข็มขัดค่าหมอ ข้าราชการหมดใจ

การหั่นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่ยอดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็น “บูเมอแรง” เหวี่ยงเข้ากลับใส่รัฐบาล ทำให้เสียคะแนนนิยมจากข้าราชการไม่ใช่น้อย

ยิ่งรัฐพยายามหั่นค่ารักษาพยาบาลมากเท่าไหร่ ข้าราชการก็จะเทใจออกห่างมากเท่านั้น

แต่หากรัฐบาลไม่ทำปล่อยทิ้งให้ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งขึ้นเร็วและแรงไม่มีเพดานจำกัดต่อไป การเงินการคลังของประเทศก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

ส่งผลให้รัฐบาลหลังพิงฝาไม่มีทางเลือก!!

ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ และคนในครอบครัว รวมกันแล้วประมาณ 5 ล้านชีวิต ใช้งบประมาณปี 2553 ที่ผ่านมาไป 6.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2548 ที่อยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะเห็นว่าช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว

ส่วนปี 2554 มีการตั้งงบประมาณค่ารักษาพยาบาลไว้ 6.4 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่ายอดปิดงบจริงจะสูงขึ้นไปแตะ 7 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญพบว่าการตั้งงบค่ารักษาพยาบาลแต่ละปีน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้องไปล้วงเงินคงคลังของประเทศมาจ่ายเป็นประจำทุกปี

เรื่องนี้รัฐบาลนั่งไม่ติด ยิ่งในภาวะที่งบประมาณต้อง “ขาดดุล” มาหลายปี และต้องเร่งกลับหัวให้เข้าสู่ภาวะสมดุลภายใน 5 ปี ทำให้ต้องเอกซเรย์ค่าใช้จ่ายส่วนเกิน หรือใช้เกินจำเป็นทุกตารางนิ้ว

ซึ่งค่ารักษาพบาบาลเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่หนีไม่พ้นต้องถูกรื้อและถูกบอนไซในส่วนที่ไม่จำเป็น และเป็นรายการในอันดับต้นๆ ที่ต้องดำเนินการเป็นภารกิจด่วน

น.ส.สุภา ปิยยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ดูแลด้านรายจ่าย ออกมาส่งสัญญาณว่า จะมีการควบคุมค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เกิน 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เชื่อว่าปีนี้ คุมให้เท่ากับปีที่ผ่านมา 6.4 หมื่นล้านบาท ก็ถือว่าเก่งแล้ว

โดยมาตรการที่ออกมาควบคุมก็ถือว่ารุนแรงเข้มข้นมากขึ้น อย่างกรณีล่าสุด มีการขึ้นชื่อยานอกบัญชียาหลัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกยานอกราคาแพง ถึง 9 กลุ่ม ที่จะห้ามแพทย์ทุกโรงพยาบาลสั่งจ่ายรักษาข้าราชการอีกต่อไป

หลังจากดีดลูกคิดพบว่า จะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

ปลายปีที่ผ่านมาได้มีการนำร่องไปกลุ่มยาลดข้อเข่าเสื่อม Glucosamine ซึ่งจะประหยัดเงินงบประมาณได้ 442 ล้านบาท เพราะถือว่าเป็นยาบำรุงไม่ใช่ยารักษาโรค ปรากฏว่าสร้างความไม่พอใจกับข้าราชการ โทรศัพท์เข้ามาต่อว่ากรมบัญชีกลางอย่างมาก

ยิ่งปีนี้ คลังจะใส่เกียร์ห้าห้ามแพทย์จ่ายยานอกราคาแพง อีก 8 กลุ่ม โดย 2 กลุ่มแรกที่จะเร่งดำเนินการก่อน คือ

(1) กลุ่มยาลดไขมันในเลือด Antilipdemia ซึ่งจะประหยัดได้ 1,009 ล้านบาท

(2) กลุ่มยาป้องกันโรคกระดูกพรุน Drug affecting bone metabolism ที่จะประหยัดได้ อีก 712 ล้านบาท

สำหรับอีก 6 กลุ่ม จะทยอยพิจารณา ประกอบด้วย

(1) กลุ่มยาลดการเป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร Atiulcerant/variceal bleeding คาดประหยัดได้ 599 ล้านบาท

(2) กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ NSAIDs/antiosteoarthritis คาดประหยัดได้ 415 ล้านบาท

(3) กลุ่มยาเบื้องต้นในการรักษาความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง Angiotensin converting enzyme (ACE) inhibitors ประหยัดได้ 87 ล้านบาท

(4) กลุ่มยาลดความดันโลหิต Angiotensinll receptor blockers (ARBs) คาดประหยัดได้ 158 ล้านบาท

(5) กลุ่มยาป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด Antiplatelets คาดประหยัดได้ 376 ล้านบาท

(6) กลุ่มยารักษามะเร็ง Anticancers คาดประหยัดได้ 647 ล้านบาท

การห้ามหมอจ่ายาแพงให้กับข้าราชการ ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ข้าราชการก็จะยิ่งมีความรู้สึกไม่ดีกับรัฐบาลมากเท่านั้น เพราะการเป็นข้าราชการเงินเดือนน้อย หวังสุขสบายในยามเจ็บป่วย แต่ยังต้องมาโดนตัดทอนสวัสดิการ ทำให้เสียขวัญกำลังใจ และตีใจออกห่าง

หากเป็นเช่นนี้ อาจจะส่งผลลบทำให้ข้าราชการหมดใจ ไม่ทุ่มเทกำลังกายและใจ ช่วยรัฐบาลผลักดันนโยบายต่างๆ นานา ทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการทำงาน

ขณะที่กลุ่มของแพทย์ ก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบกับการรักษาคนไข้ เพราะการแพทย์ต้องพัฒนาก้าวทันกับโรคร้ายที่เปลี่ยนไปทุกวัน หากจำกัดการใช้ยาดีมีคุณภาพ จะส่งผลกระทบกับแพทย์รักษาคนไข้ไม่หาย

ขณะที่คนไข้ก็ได้รับผลกระทบคุณภาพชีวิตไม่ดีอย่างที่ควรเป็น

แต่ดูเหมือนรัฐบาล “หมดตัวช่วย” เพราะที่ผ่านมาได้ลองแก้มาหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการอุดช่องโหว่ ข้าราชการขี้ฉ้อ ที่เวียนเทียนหาหมอเบิกยารักษามาจำนวนมากเดือนละเป็นหลักล้าน เพื่อนำไปขายต่อ ซึ่งมีการดำเนินคดีไปหลายราย แต่ความเสียหายที่ประหยัดได้ก็เป็นส่วนน้อยนิดไม่กี่ 10 ล้านบาท

การสั่งห้ามจ่ายยาอาหารเสริมนานาชนิดทั้งหลาย หรือแม้แต่การไม่ให้เบิกจ่ายการนวดสปาก็ทำมาแล้ว เพราะถือเป็นการนวดผ่อนคลายไม่เป็นการรักษา หลังจากพบว่ามีข้าราชการขี้เมื่อยใช้ช่องว่างมาเบิกจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก

หรือแม้แต่การเพิ่มความสะดวกสบายให้ข้าราชการไปนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนได้ โดยเหมาจ่ายค่ารักษาเป็นรายโรค แต่ก็ถูกใช้ช่องว่างของระเบียบ ทำให้โรงพยาบาลสามารถสั่งให้ผู้ป่วยไปซื้อยานอกโรงพยาบาลมารักษาได้ ในกรณีที่โรงพยาบาลนั้นไม่มียาดังกล่าว ส่งผลให้ค่ารักษาสูงเพิ่มขึ้นกว่าค่าโรคที่เหมาจ่ายไว้

ส่วนการหาช่องให้บริษัทประกันเอกชนมารับภาระแทนรัฐบาล ก็เห็นที่เป็นเรื่องยาก เพราะเคยมีการประเมินตัวเลขค่าเบี้ยประกันลำพังเฉพาะข้าราชการล้านกว่าคน ไม่รวมบุคคลในครอบครัว บริษัทประกันกดตัวเลขค่าเบี้ยประกันปีละเป็นแสนล้านบาท มากกว่าค่ารักษาพยาบาลที่รัฐบาลจ่ายทั้งหมดเสียอีก

ส่งผลเรื่องให้บริษัทเอกชนมาทำประกันค่ารักษาข้าราชการไม่คืบหน้า

เมื่อการอุดช่องโหว่ส่วนใหญ่ไม่ได้ผล ทำให้รัฐต้องยอมเจ็บ ใช้มาตรการห้ามสั่งยานอก เพราะถือว่าดำเนินการได้รวดเร็ว ประหยัดเงินงบได้ทันที ถึงแม้ต้องเสียคะแนนทางการเมืองก็ตาม

ในภาวะไม่มีทางเลือก เลยต้องยอมรีดไขมันส่วนเกิน รักษาเศรษฐกิจส่วนรวม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท