
น้ำมันทะลุ 100 ดอลล์ ชะตาโลกในกำมือโอเปก
หลังจากสงบนิ่งมานานกว่า 2 ปี บัดนี้ราคาน้ำมันเริ่มคืบคลานเข้าสู่หลัก 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง พร้อมกับแนวโน้มอันตรายของปัญหาราคาอาหารแพง ตอกย้ำภาวะเงินเฟ้อที่กำลังคุกคามนานาประเทศในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ
หลังจากสงบนิ่งมานานกว่า 2 ปี บัดนี้ราคาน้ำมันเริ่มคืบคลานเข้าสู่หลัก 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง พร้อมกับแนวโน้มอันตรายของปัญหาราคาอาหารแพง ตอกย้ำภาวะเงินเฟ้อที่กำลังคุกคามนานาประเทศในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากสงบนิ่งมานานกว่า 2 ปี บัดนี้ราคาน้ำมันเริ่มคืบคลานเข้าสู่หลัก 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง พร้อมกับแนวโน้มอันตรายของปัญหาราคาอาหารแพง ตอกย้ำภาวะเงินเฟ้อที่กำลังคุกคามนานาประเทศในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ
ในช่วงระยะเวลา 34 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกพบกับมหกรรมหกคะเมนตีลังกาครั้งแล้วครั้งเล่า
นับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันแพงที่เริ่มสำแดงเดชตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 2010 ในช่วงเวลาที่จีนและตลาดเกิดใหม่เริ่มผงาดบนเวทีโลก
จนถึงวิกฤตราคาอาหารแพงระหว่างปี 2550-2551 ซึ่งบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองและสังคมของตลาดเกิดใหม่ในระดับหนึ่ง
จากนั้นทั่วโลกพบพานกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยถ้วนหน้าพร้อมๆ กับวิกฤตการเงินในสหรัฐระหว่างปี 2551-2552 ท่ามกลางกระแสกังวลถึงภาวะชะงักงันที่อาจยืดเยื้อกว่า อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ หรือ Great depression เมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว
แต่แล้วเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะปรับตัวหรือฟื้นตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ด้วยภาวะที่ลักลั่นอย่างยิ่ง นั่นคือ ประเทศกำลังพัฒนากระหายพลังงานเพื่อป้อนเศรษฐกิจอย่างเร่าร้อน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วยังคงจมอยู่กับอาการป่วยไข้ทางเศรษฐกิจยืดเยื้อ
แม้การฟื้นตัวจะอยู่ในลักษณะ “2 ขา” โดยที่ขาอีกข้างหนึ่งยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ความต้องการน้ำมันโดยประเทศตลาดเกิดใหม่ร้อนแรงพอที่จะผลักดันระดับราคาให้ปรับขึ้นมาจากที่เคยตกต่ำลงถึง 35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเดือน ก.พ. ปี 2552 ให้กลับขึ้นมาค้างที่เหนือระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเข้าสู่เดือน ธ.ค. ปี 2553 จนย่างเข้าสู่ ม.ค. ปี 2554
ถึงจุดนี้แล้ว ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ความต้องการที่ร้อนแรงของตลาดยังผลให้ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อีกมูลเหตุหนึ่งมาจากการที่โอเปกตรึงกำลังการผลิตน้ำมันเป็นเวลานานเท่ากับที่ระดับราคาได้ถดถอยลงไป จนตลาดโลกไม่กระตือรือร้นที่จะกดดันโอเปกให้เพิ่มปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการที่สูงขึ้น
อุปสงค์และอุปทานที่เริ่มสวนทางกัน ยังผลให้โลกสุ่มเสี่ยงที่จะพบกับภาวะหกคะเมนตีลังกาอีกครั้ง ดังที่เคยประสบมาตลอดทศวรรษที่ 2010
ด้วยเงื่อนไขนี้เคยยังผลให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดเมื่อราคาน้ำมันถลาขึ้นไปแตะที่ระดับ 147.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเดือน ก.ค. 2551 ซึ่งก่อนหน้านั้นโอเปกตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2550 ทว่า มีปริมาณต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ยังผลให้ตลาดยิ่งเกิดความระส่ำระสายหนัก
พิจารณาถึงท่าทีดื้อรั้นของโอเปกต่อความเป็นจริงในตลาด จะพบว่า ท่าทีดังกล่าวยังผลให้ราคาน้ำมันกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐในทันทีที่ย่างเข้าสู่เดือน ม.ค. ปี 2551 และหากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะพบภาพที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง
วานนี้ ราคาน้ำมันจากแหล่งเบรนต์ทะเลเหนือปรับขึ้นมาอยู่ที่ 98.40 เหรียญสหรัฐ คล้อยหลังเพียงวันเดียว ที่อิหร่าน ในฐานะประธานโอเปก ย้ำอย่างชัดเจนว่า การที่ราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นมาเกินระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไม่ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และไม่จำเป็นที่โอเปกจะจัดการประชุมฉุกเฉิน แม้ว่าระดับราคาจะพุ่งขึ้นมาถึง 110-120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลก็ตาม
จริงอยู่ที่ความเห็นนี้มาจากอิหร่านเพียงฝ่ายเดียว มิใช่มติของสมาชิกโอเปกทุกประเทศ ทว่า อิทธิพลของทัศนะเช่นนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นภายในโอเปก ไม่ว่าจะด้วยฐานะประธานกลุ่มของอิหร่าน และการที่อิหร่านเริ่มมีแนวร่วมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา ลิเบีย และเอกวาดอร์
พันธมิตรกลุ่มนี้อ้างว่า ระดับราคาที่ 100-120 เหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นธรรมกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
ฝ่ายที่คัดค้านทัศนะเช่นนี้คือซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอยู่ในฐานะประเทศผู้ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก ทว่าต้องการให้ระดับราคาในตลาดอยู่ที่ราว 7080 เหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยอ้างว่าเป็นราคาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียจำต้องคล้อยตามแรงกดดันจากสหรัฐมาโดยตลอด ให้พยายามล็อบบี้เพื่อปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ดังเช่นเมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐถึงกับบุกกรุงริยาด เพื่อกดดันถึงถิ่น ขณะที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ถึงกับหารือโดยตรงกับกษัตริย์อับดุลเลาะห์ เพื่อหาหนทางลดราคาน้ำมันในขณะนั้น ซึ่งปรับขึ้นมาแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐ
ซาอุดีอาระเบียมีพันธะที่จะต้องสนองตอบ “คำวิงวอน” จากสหรัฐในฐานะที่เป็นมหามิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง
หากตัดแรงกดดันจากสหรัฐออกไป และมองซาอุดีอาระเบีย ในฐานะผู้ค้าโดยบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกับนานาสมาชิกในโอเปก ซาอุดีอาระเบียเองก็ย่อมปรารถนาให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะโดยสามัญสำนึกแล้ว ย่อมไม่มีผู้ค้ารายใดมีเมตตาต่อลูกค้าโดยมิหวังผลตอบแทนเป็นแน่
ดังจะเห็นได้ว่า มีข่าวที่หลุดออกมาจากสมาชิกสภาสูงสุดด้านกิจการน้ำมันของคูเวตแล้วว่า โอเปกอาจปรับเพิ่มกำลังการผลิต หากราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นมาอยู่ที่เหนือ 110 เหรียญสหรัฐ แม้ระดับราคานี้จะห่างไกลจาก “ระดับที่เป็นธรรม” ของซาอุดีอาระเบีย แต่ยังดีกว่าระดับราคาที่สูงจนน่าตระหนก (คือเกินกว่า 120 เหรียญสหรัฐ) ดังที่กลุ่มของอิหร่านได้ลั่นวาจาไว้
สิ่งที่พึงพิจารณาอย่างใจจดใจจ่อยิ่งกว่าก็คือ แหล่งข่าวจากคูเวตยังย้ำด้วยว่า โอเปกจะไม่จัดการประชุมฉุกเฉินก่อนกำหนดในเดือน มิ.ย. อย่างแน่นอน แม้ว่าราคาจะเคลื่อนตัวขึ้นมาภายในเขตแดน 100 เหรียญสหรัฐ เพราะโอเปกเล็งเห็นแล้วว่า เศรษฐกิจโลกสามารถรองรับระดับราคานี้ โดยจะไม่ส่งผลกระต่อการฟื้นตัวอย่างแน่นอน
ย้ำ! ยกเว้นว่าจะเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งหมายถึงราคาพุ่งขึ้นมาเหนือ 110 เหรียญสหรัฐ
และต้องย้ำอีกคำรบว่า โอเปกจะไม่เคลื่อนไหวหรือแสดงท่าทีใดๆ ภายในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
การตอกย้ำเหล่านี้ หมายความว่า โอเปกมองเห็นแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะไต่ถึงหลัก 100 อย่างแน่นอน แต่สถานการณ์สำหรับผู้บริโภคจะไม่เลวร้ายลงไปกว่านั้น เพราะราคาที่สูงขึ้นจะยังผลให้ความต้องการปรับลดลงไปโดยปริยาย
แต่นี่คือทัศนะของโอเปกแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น!
และทัศนะย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะของผู้ผลิตและผู้บริโภคน้ำมัน แม้กระทั่งสำนักงานพลังงานสากล หรือไออีเอ ยังประเมินท่าทีของโอเปกต่ำเกินไป เพราะเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ไออีเอคาดการณ์ว่า กำลังการผลิตน้ำมันของโอเปกจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 29.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 29.4 ล้านบาร์เรล เมื่อปีที่แล้ว ปัจจัยหลักมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล
ปรากฏว่า โอเปกกลับไม่ยี่หระต่อแรงกดดันจากอุปสงค์ในตลาด ยังผลให้ภาคเอกชนต้องวิพากษ์วิจารณ์รายงานการคาดการณ์ของไออีเอว่า ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะเสียงตำหนิจากบริษัท เจ.พี. มอร์แกน ที่ชี้ว่าตัวเลขของไออีเอเป็นการประเมินท่าทีของโอเปกที่ต่ำจนเกินไป พร้อมเตือนว่าราคาน้ำมันอาจทะลุ 120 เหรียญสหรัฐ ในปี 2555 ส่วนในปี 2554 ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 93 เหรียญสหรัฐ
แม้แต่สำนักงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐ หรืออีไอเอ ยังประเมินไว้ตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีที่แล้วว่า ในปีนี้โลกจะต้องพึ่งพา โอเปกอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกสังกัดโอเปก เช่น เม็กซิโก อังกฤษ และนอร์เวย์จะเผชิญกับภาวะกำลังการผลิตตีบตันลง ยังผลให้โอเปกกินสัดส่วนถึง 42% จากเดิมที่ 40% ของกำลังการผลิตน้ำมันทั่วโลก
ด้วยปัจจัยรุมเร้าจากรอบด้าน บวกกับการสงวนท่าทีของโอเปก จึงมีโอกาสสูงที่ราคาน้ำมันจะทะลุหลัก 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลภายในไม่ช้านี้
ที่ชวนให้กังวลยิ่งกว่า คือโอกาสที่ระดับราคาจะมุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง จนเฉียด “เส้นตาย” ที่ 110 เหรียญสหรัฐ
แม้โอเปกจะย้ำเป็นแม่นมั่นถึงสถานะอันมั่นคงของเศรษฐกิจโลกว่าแข็งแกร่งพอที่จะรองรับระดับราคานี้ แต่โอเปกคงมิได้ประเมินถึงผลพวงอันเลวร้ายที่จะติดตามมากับราคาน้ำมันเกิน 100 เหรียญสหรัฐ นั่นคือวงจรอุบาทว์ของภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตราคาอาหารที่เริ่มก่อตัวขึ้น
เมื่อถึงเวลานั้น ฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2550-2551 จะหวนกลับมาหลอกหลอนชาวโลกอีกครั้ง







