
งบกลางอุ้มก๊าซ
รัฐบาลหน้ามืดชง ครม.ตั้งงบกลางปี 1.2 แสนล้าน ส่วนหนึ่งอุ้มแอลพีจี รอแก้ค่าภาคหลวง ดึง กฟผ.จ่ายไฟฟรี 1.5 หมื่นล้าน
รัฐบาลหน้ามืดชง ครม.ตั้งงบกลางปี 1.2 แสนล้าน ส่วนหนึ่งอุ้มแอลพีจี รอแก้ค่าภาคหลวง ดึง กฟผ.จ่ายไฟฟรี 1.5 หมื่นล้าน
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 ม.ค.นี้ สศค.ได้เสนอตั้งงบประมาณกลางปี 2554 ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท โดยเงินส่วนหนึ่งจะตั้งเป็นงบกลางรายจ่ายฉุกเฉินและดำเนินตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเอาไว้ คาดว่าเงินส่วนนี้จะมี 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 5.8 หมื่นล้านบาท จะนำไปชดเชยเงินคงคลังซึ่งเบิกมาใช้ก่อนหน้านี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า งบกลางรายจ่ายฉุกเฉินฯ จะนำมาใช้ในมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เช่น งบสำรองจ่ายชดเชยค่าก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้ม ช่วงที่รัฐบาลอยู่ระหว่างแก้กฎหมายค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ที่กำหนดให้ค่าภาคหลวงต้องนำส่งเข้าคลังเท่านั้น
ทั้งนี้ เงินที่นำมาตั้งงบกลางปี 1.2 แสนล้านบาทนั้น มาจากการเก็บรายได้ที่คาดว่าจะเก็บได้เกินเป้าหมายจำนวนมากในปี 2554 ทั้งกรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร รวมถึงการส่งเงินของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และค่าภาคหลวงต่างๆ
สำหรับการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาล 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 (ต.ค.-ธ.ค. 2554) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 392,758 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 41,062 ล้านบาท หรือ 11.7%
“เรกูเลเตอร์”เล็งดึงกฟผ.แบกภาระอุ้มค่าไฟรายย่อยหวั่นผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรมอ่วมต้นทุนพุ่ง
นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวถึงนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล กรณีการยกเว้นเก็บค่าไฟฟ้าถาวรสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ว่า แนวทางการรับภาระค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดซึ่งมีหลายแนวทาง โดยที่ผ่านมาการตรึงค่าไฟฟ้าทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็เคยเข้ามาช่วยรับภาระแล้ว ดังนั้นกรณีนี้ถ้าจำเป็นก็อาจให้ กฟผ.เข้ามาช่วยบรรเทาปัญหา ช่วยรับภาระค่าไฟฟ้าฟรีบางส่วนได้เช่นกันทั้งนี้หากจะให้ภาคอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่มีสัดส่วนถึง 60% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ จะต้องมาดูว่าจะยกเว้นธุรกิจใดเป็นพิเศษได้หรือไม่ หรือจะปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในทุกภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมมีหลายประเภท ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
“ในเบื้องต้นต้องประเมินค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) ในรอบเดือนพ.ค.ส.ค. นี้ก่อนว่าจะปรับขึ้นหรือลดลง หากนำภาระอุ้มค่าไฟฟ้า 1.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,500 ล้านบาท มาคำนวณในค่าไฟฟ้าทุกประเภท ค่าเอฟทีงวดหน้าก็ต้องปรับขึ้น 10 สต./หน่วย ถ้าคำนวณเฉพาะค่าไฟในเฉพาะภาคอุตสาหกรรมต้องดูว่าจะยกเว้นบางสาขาประเภทหรือไม่ โดยที่ผ่านมากฟผ.เองเคยระบุว่าสามารถแบกรับภาระค่าไฟได้ไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท/ปี หากจำเป็นก็น่าจะช่วยได้ซึ่งหน้าที่เรกูเลเตอร์คือต้องดูแลผู้ใช้ไฟขณะเดียวกันก็ต้องดูแลผู้ผลิตเช่นกัน”นายกวินกล่าว
ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ในวันที่ 24 ม.คง นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเรื่องผลกระทบของการปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะขอให้ ส.อ.ท.รวบรวมข้อมูลและผลกระทบมาเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย
อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะให้ภาคอุตสาหกรรมใช้แอลพีจีที่สะท้อนต้นทุนราคาที่แท้จริง ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องปรับตัว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องหาทางช่วยเหลือว่าจะลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้อย่างไร ซึ่งการช่วยเหลือเอสเอ็มอีก็ต้องมาดูที่ได้รับผลกระทบด้านอื่นด้วยไม่จำกัดเฉพาะที่ได้รับผลกระทบด้านพลังงาน
“การช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะดูแลกรณีที่เป็นผู้ที่ใช้แอลพีจีมาก เช่น กลุ่มเซรามิก โดยการเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเปลี่ยนการใช้เชื้อจากแอลพีจีมาเป็นก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการเซรามิกก็เคยมาหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น และขณะนี้กระทรวงพลังงานมีโครงการที่จะช่วยเหลือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะเร่งกระทรวงพลังงานให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการต่อไป”นายชัยวุฒิกล่าว







