
ศาลแพ่งยกคำร้องผอ.ไอลอร์ขอเพิกถอนมาตรา9พรก.ฉุกเฉิน
ศาลแพ่งยกฟ้องคดี “ผอ.ไอลอร์” ขอเพิกถอนมาตรา9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชี้พล.อ.ประยุทธ์ กับพวกปฎิบัติหน้าที่โดยชอบไม่มีเจตนากลั่นแกล้งส่วนสถานการณ์การชุมนุมไม่ได้เป็นไปด้วยความสงบเสี่ยงก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ
เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2566 ที่ศาลแพ่ง วันนี้มีนัดฟังคำพิพากษา คดีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), นายอรรถพล บัวใหญ่ หรือ ครูใหญ่ และน.ส.ชุมาพร แต่งเกลี้ยง 3 นักกิจกรรมทางการเมืองร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 6 ราย เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเรียกร้องค่าเสียหายจากการอันละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของโจทก์
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อพิจารณาถึง ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 15 ) ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ประกาศเรื่องห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด ของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว เป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามความจำเป็นและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและกระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิตและมีระยะเวลาเป็นการชั่วคราว
ทั้งยังมี ผลบังคับกับประชาชนทั่วไป ตามความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ มิใช่เฉพาะเจาะจงกับโจทก์ ทั้งสามหรือกลุ่มผู้ใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์มีเพียง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลของผู้ร่วมชุมนุมและผู้ถูกดำเนินคดี ภาพข่าวจากสื่อ และข้อมูลทาง สถานการณ์ผู้ป่วย อันเป็นความเห็นทางกฎหมายและข้อมูลทางการแพทย์เท่านั้น
ทั้งที่โจทก์ทั้งสามก็ทราบว่าในช่วงการชุมนุมรวมตัวกันในวันเกิดเหตุดังกล่าวมีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อโควิด-19อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ไม่เคยปรากฏในประเทศไทยและที่ใดในโลกและ ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ที่สามารถระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างเด็ดขาดเนื่องจากยังไม่มี ข้อมูลและวัคซีนการป้องกันโรคเพื่อป้องกันโรค
แต่จำเลยทั้งหก มีพยานหลักฐานยืนยันถึงที่มา ขั้นตอน และวัตถุประสงค์แห่งการประกาศใช้ข้อกำหนดและประกาศดังกล่าว ผ่านการกลั่นกรองและมี คณะทำงานโดยการบูรณาการร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องมิใช่แต่การใช้ดุลพินิจหรืออำนาจเด็ดขาด เฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง เวลาซึ่งมีมาก่อนการชุมนุมรวมตัวกันของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังถือเป็นเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นซึ่งกระทบต่อ ความปลอดภัยสาธารณะ และเหตุดังกล่าวยังไม่คลี่คลาย อันถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน
จำเลยที่ 1-2 จึงมีอำนาจออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 (ฉบับที่ 15 ) และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ในแต่ละฉบับ ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น โดยห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ใน สถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยฯ อันเป็นมาตรการเพื่อ แก้ไขหรือป้องกันสถานการณ์ฉุกเฉิน อันเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ ร้ายแรงเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว เพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองกลับเข้าสู่สถานการณ์ ปกติและให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข ภายใต้เงื่อนเวลาหรือเงื่อนไขในการ ปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายกำหนดพื้นที่และ รายละเอียดอื่นเพิ่มเติมตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนด เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 วรรคสอง
โดยไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง โจทก์ทั้งสาม แต่พฤติการณ์ในการชุมนุมรวมตัวกันของโจทก์ทั้งสามอาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของ โรคติดต่อไม่มากก็น้อย อันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการแก้ไขสถานการณ์ของรัฐ กรณีอาจถือได้ว่า การชุมนุมของโจทก์ทั้งสามมิได้เป็นไปโดยสงบ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกมีน้ำหนักหักล้าง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การออกข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด – 19 และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและข้อมูลหลักฐานทาง การแพทย์แล้ว และตามเนื้อความแห่งข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวไม่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกิน ความจำเป็นและเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ขัดต่อหลักความชัดเจนแน่นอนและคาดหมายได้ของการกระทำ ของรัฐ ไม่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง และรักษาอำนาจทางการเมืองของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 จึงรับฟังได้ว่า ข้อกำหนดที่ออกโดยจำเลยที่ 1 และประกาศที่ออกโดยจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง
เมื่อฟังได้ว่า การออกประกาศและข้อกำหนดดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้วการกระทำของเจ้าพนักงานในสังกัด จำเลยที่ 6 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม เช่นกัน จึงไม่มีเหตุจะเพิกถอนข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวและไม่มีเหตุให้จำเลยทั้งหกต้องรับผิดต่อ โจทก์ทั้งสาม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคดี พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ







