
ต่างชาติย้ายฐานซบเอเชียโอกาสที่ไทยต้องรีบคว้า
จากคำประกาศเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2553 ว่าจะยึดมั่นต่อฐานการผลิตในประเทศ
จากคำประกาศเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2553 ว่าจะยึดมั่นต่อฐานการผลิตในประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
จากคำประกาศเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2553 ว่าจะยึดมั่นต่อฐานการผลิตในประเทศ แม้ว่าค่าเงินจะแข็งปั๋ง ผ่านไปข้ามปีแต่ยังไม่พ้นเดือน หัวเรือใหญ่ของโตโยต้า มอเตอร์ ค่ายรถใหญ่อันดับ 1 ของโลก ก็ต้องยอมกลับลำประกาศยุทธศาสตร์ใหม่เมื่อสุดสัปดาห์นี้ว่า อาจต้องจำใจโยกฐานการผลิตไปต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทยังมีกำไรได้ในภาวะเยนแพง
เป็นความต่อเนื่องของกองทัพบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่น ที่ทยอยโยกย้ายฐานการผลิต หรือหันไปมุ่งลงทุนมากขึ้นในลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แทนที่แดนปลาดิบตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งค่าเงินเยนทยอยแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ธนาคารมิซูโฮะ บริษัท มิตซุย แอนด์ โค และ แคนอน อิงก์
นี่คือหนึ่งในสัญญาณชัดเจนที่สุดถึงทิศทางเศรษฐกิจอีกมุมหนึ่งว่า การเอาต์ซอร์สยังไม่ได้ล้มหายตายจากไป ตรงกันข้ามกลับเพิ่มขึ้นจากยุคเศรษฐกิจถดถอยอย่างช้าๆ
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคงอยู่ที่ว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา และโดยเฉพาะ “ไทยแลนด์” ของเรา จะสามารถเก็บเกี่ยวโอกาสที่เข้ามาได้มากน้อยเพียงใด
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ หลายด้านแล้วคงต้องบอกว่า ไทยเรายังเกาะกลุ่มได้อยู่ ทว่าไม่เต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวเท่าที่ควร
เพราะในขณะที่ติด 1 ใน 30 ประเทศเป้าหมายการเอาต์ซอร์สโยกย้ายฐานการผลิตมากที่สุดในปี 2010 ประเทศไทยก็ยังอยู่ในอีกโผของ 1 ใน 5 ประเทศเสี่ยงที่สุดต่อการเอาต์ซอร์สด้วย
จากรายงาน 30 ประเทศเป้าหมายเอาต์ซอร์สที่ดึงดูดนักลงทุนที่สุดในปี 2010–2011 โดยบริษัท วิจัยการ์ธเนอร์ ระบุว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 7 ประเทศฝั่งเอเชียแปซิฟิก ที่น่าเข้าไปลงทุนเป็นฐานการผลิต พร้อมด้วยบังกลาเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และเวียดนาม ขณะที่ประเทศอันดับ 1 ยังคงเป็นอินเดีย และมีจีน ตามมาติดๆ เป็นที่ 2
ปัจจัยหลักๆ ที่สนับสนุนให้ต่างชาติโยกย้ายการลงทุนเข้ามาก็หนีไม่พ้นแรงงานราคาถูก สาธารณูปโภคพื้นฐานที่พร้อม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง
แม้จะติดโผอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไทยกลับไม่เป็นที่กล่าวถึงตามสื่อต่างๆ เท่าไรนัก เพราะจุดเด่นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจที่สุดในภูมิภาคนี้ กลับเป็นอินโดนีเซีย
ด้วยค่าแรงที่ถูกพร้อมด้วยเสถียรภาพทางการเมืองที่ค่อนข้างนิ่ง อิเหนาจึงมีคะแนนนำในกลุ่มภูมิภาคนี้ไปโดยปริยาย และสามารถแซงหน้าเวียดนามที่เคยมาแรงก่อนหน้านี้ หลังจากที่เวียดนามเผชิญมรสุมท้าทายทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้ว ทั้งการลดค่าเงินด่อง บริษัทต่อเรือของรัฐที่ล้มละลาย ภาวะเงินเฟ้อ การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอีกหลายด้าน รวมถึงปัญหาการคอร์รัปชันที่ยังเรื้อรัง นอกจากนี้ เวียดนามเองยังมีปัญหาการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และข้อมูลความมั่นคงของบริษัท ซึ่งระบบกฎหมายในประเทศยังคุ้มครองไม่เพียงพอ
ที่น่าสนใจอีกด้านก็คือ หลายประเทศต่างก็มีจุดเด่นของตัวเองที่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ อาทิ อินเดียในด้านไอที จีนในด้านแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อม ส่วนฟิลิปปินส์กำลังเป็นแหล่งคอลเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก โดดเด่นที่ด้านการคำนวณและเป็นประตูสู่ยุโรปตะวันตก
แต่หากไม่สามารถหาความโดดเด่นให้กับตนเองได้ ลำพังเพียงแค่แรงงานราคาถูกก็อาจไม่น่าดึงดูดเพียงพอ และว่ากันตามจริงแล้วหากจะสู้เรื่องค่าแรง ก็คงไม่สามารถแข่งขันกับจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือบังกลาเทศได้
จึงไม่น่าแปลกที่อินเทล บริษัทผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในโลก จะตัดสินใจเปิดโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อปีที่แล้ว บนปัจจัยการสนับสนุนการลงทุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลเวียดนาม ค่าแรงราคาถูก และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งทำให้ไทยกับจีน ที่เป็นอีก 2 ใน 3 ตัวเลือกต้องพ่ายแพ้ไป
แม้ปัจจุบันจะยังเกาะกลุ่มประเทศที่ดึงดูดการเอาต์ซอร์สได้อยู่ แต่ก่อนหน้านี้ในรายงานเมื่อปี 2009 หรือก่อนที่จะเกิดเหตุความวุ่นวายนองเลือดทางการเมือง ไทยเคยติดกลุ่มประเทศเสี่ยงที่สุดต่อการเอาต์ซอร์สมาแล้วจากผลสำรวจของบราวน์วิลสัน กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านการเอาต์ซอร์สรายใหญ่ โดยกรุงเทพฯ เกาะกลุ่มไปกับกรุงโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย นครเยรูซาเลม อิสราเอล นครโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ และนครริโอ เดอ จาเนโร ของบราซิล จากปัจจัยหลายด้าน อาทิ เสถียรภาพของค่าเงิน ปัญหาความไม่สงบทางสังคมหรือการเมือง ปัญหาอาชญากรรม และความเสี่ยงก่อการร้าย
หากไม่รีบสร้างจุดแข็งและกลบจุดด้อยของตัวเองโดยเร็ว โอกาสที่เข้ามาจากกองทัพบรรษัทข้ามชาติ อาจหลุดลอยไปเป็นอินเทล 2 โดยไม่รู้ตัว







