posttoday
ไทยกับเก้าอี้มนตรีสิทธิมนุษยชน UN ข้างนอกสุกใส ข้างในมีปัญหา!

ไทยกับเก้าอี้มนตรีสิทธิมนุษยชน UN ข้างนอกสุกใส ข้างในมีปัญหา!

21 มกราคม 2553

แนวโน้มสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังครม.มีมติให้ไทยสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

แนวโน้มสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังครม.มีมติให้ไทยสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีประจำวันที่ 19 ม.ค. 2553 มีมติที่น่าสนใจข้อหนึ่ง คือมติที่จะให้ไทยสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) โดยมีวาระการเป็นสมาชิกระหว่างปี 25532556 ซึ่งล่าสุดนอกจากไทยแล้ว ยังมีมาเลเซีย อิหร่าน กาตาร์ และมัลดีฟส์ เสนอตัวเป็นสมาชิกแข่งกับไทยด้วย โดยมีที่ว่างเพียง 4 ที่เท่านั้น
หากพิจารณาที่คู่แข่ง ซึ่งบางประเทศขึ้นชื่อในด้านลบในประเด็นสิทธิมนุษยชน ไทยก็น่าจะมีโอกาสอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนึ่งในคู่แข่งจะรวมถึงอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าประณามโดยสหประชาชาติในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ก็ใช่ว่าไทยจะนอนใจได้ว่า อิหร่านจะหลุดโผในครั้งนี้อย่างแน่นอน

เพราะเมื่อพิจารณาจากการคัดเลือกสมาชิก UNHRC เมื่อปีที่แล้ว แม้กระทั่งจีน คิวบา และซาอุดีอาระเบีย ซึ่ง “ประวัติเสีย” ด้านสิทธิมนุษยชนก็ยังได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิก
ประเด็นนี้เองที่ทำให้ UNHRC ตกเป็นเป้าโจมตีอย่างสาดเสียเทเสียจากบรรดา NGO ทั่วโลกว่าเป็นองค์กรที่ไร้มาตรฐาน เพราะแทนที่จะคัดกรองประเทศที่มีประวัติด้านสิทธิมนุษยชนที่สะอาดหมดจด กลับเปิดโอกาสให้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกยูเอ็น สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้โดยไม่กีดกัน

ประเด็นนี้เคยเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างมาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่ UNHRC ยังเป็นเพียงคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แต่ปรากฏว่าท้ายที่สุดแล้วทั้งสอง
หน่วยงาน (ซึ่งเป็นการต่อยอดกันและกัน) กลับต้องเผชิญกับเสียงตำหนิทำนองเดียวกัน

ไทยเองก็ใช่ว่าจะปลอดจากชนักติดหลังเสียทีเดียว มิหนำซ้ำในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลงานด้านการดูแลและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของไทย “สาละวันเตี้ยลง” เข้าทุกที
กรณีฆ่าตัดตอนขบวนการค้ายาเสพติดสมัยรัฐบาลทักษิณ เรื่องนี้ไม่เพียงเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลทักษิณอย่างรุนแรงภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป้านิ่งให้องค์กรสิทธิมนุษยชนภายนอกประเทศสับแหลกจนถึงทุกวันนี้

การยึดอำนาจของคมช. ตกเป็นเป้าโจมตีและวิตกกังวลของหลายประเทศและหน่วยงานระหว่างประเทศ UNHRC ถึงกับโจมตีว่า ประกาศของคมช. จำกัดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายข้อ

ล่วงมาถึงรัฐบาลชุดนี้ถูกตำหนิจากนานาประเทศจากการตัดสินใจส่งชาวม้งพลัดถิ่นกลับคืนสู่ลาว แม้แต่ UNHRC ยังแสดงความกังวลกับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้
ทั้งนี้ ยังไม่นับข้อหาหรือคำกล่าวหาสารพัดที่เกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลือง และอีกหลายสีเสื้อ

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลไทยยังถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากกลุ่มประชาสังคม เกี่ยวกับความจริงใจในการผลักดันสิทธิมนุษยชนให้แพร่หลายในอาเซียน โดยในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ที่ประชุมบรรลุข้อตกลงให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)

อย่างไรก็ตาม กลุ่มประชาสังคมโจมตีว่า การหารือเพื่อก่อตั้ง AICHR ทางการไทยกลับเปิดโอกาสให้ตัวแทนกลุ่มประชาสังคมเข้าร่วมในการประชุมได้เพียงครึ่งเดียวจากทั้งหมดราว 10 คน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนเหล่านั้นแสดงความเห็นได้เพียงคนเดียว มิหนำซ้ำยังเป็นคนไทย

จากมุมมองของภาคประชาสังคม การเริ่มต้นของ AICHR จึงนับเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง!

แม้กระทั่งความพยายามล่าสุดของรัฐบาลไทยที่จะเสนอชื่อไทยเป็นสมาชิกของ UNHRC ยังถูกตั้งข้อสังเกตในด้านลบจาก Awzar Thi หนึ่งในสมาชิกของ Asian Human Rights Commission ที่ระบุในบทความชื่อ “Beware of ASEAN rights diplomacy” เมื่อปี 2552 ไว้ว่า

“ประเทศไทยได้ประกาศแล้วว่าจะส่งคนเข้าแข่งขันสำหรับตำแหน่งสูงสุดของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปีหน้า เอกอัครราชทูตประจำสำนักงานสหประชาชาติคนปัจจุบันเคยดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาล สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสามารถสังหารผู้ถูกกล่าวหาว่าค้ายาเสพติดจำนวนนับพันในปี 2549”

อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาอย่างถึงที่สุดแล้ว การที่ไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพผลักดัน AICHR ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาอย่างถูลู่ถูกังอย่างน่ากังขานั้น ได้บ่อนทำลายภาพลักษณ์นักสิทธิมนุษยชนของไทยไปไม่น้อย ไม่เฉพาะแต่เพียงการกีดกันภาคประชาสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงภาวะสองมาตรฐานของไทย

เพราะคล้อยหลังการรับเป็นเจ้าภาพจัดตั้ง AICHR ไม่กี่เดือน ไทยกลับตกเป็นข่าวใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนจากกรณีส่งม้งพลัดถิ่นกลับลาว

ที่ลักลั่นที่สุด ไทยและอาเซียนกลับเชื่อว่า AICHR จะเป็นกลไกโน้มน้าวให้ “ตัวปัญหา” อย่างพม่า หันมาสนใจสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ทัศนะเช่นนี้ไม่เพียงเป็นอุดมคติที่เลื่อนลอยเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะมีโอกาสที่อาเซียนจะรวมหัวกับพม่า เพื่อใช้ AICHR เป็นที่ “ฟอก” หรือกลบเกลื่อนความเลวร้ายด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศนั้น

ข้อสังเกตนี้อาจรุนแรงเกินไป แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธความเป็นไปได้ ในเมื่ออาเซียนมักนิยมการเจรจาลับหลังที่ประชุม ดังจะเห็นได้จากกรณีที่เจ้าภาพอย่างไทยปฏิเสธภาคประชาสังคม เพราะอาจเกรงว่า NGO เหล่านี้จะพูดจาแทงใจดำแขกเหรื่อจากประเทศร่วมกลุ่ม

โดยสรุปก็คือ แม้แต่ไทยก็หาได้ขาวสะอาดเทียบเท่าประเทศตะวันตกไม่ มิหนำซ้ำยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ต่างจากมาเลเซีย อิหร่าน กาตาร์ และมัลดีฟส์ ถึงจะมากจะน้อยสุดท้ายก็คือการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์อยู่ดี

ย้อนกลับมาที่ฐานะสมาชิก UNHRC อันเป็นความหวังล่าสุดของไทย

คำถามสำคัญก็คือ การที่ UNHRC เปิดโอกาสให้ทุกประเทศเข้าเป็นสมาชิก ไม่ว่าประเทศนั้นจะมีชื่อเสียงด้านการกดขี่ประชาชน หรือเป็นประเทศที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ตัวปัญหา” ถือเป็นเรื่องที่ควรตำหนิหรือควรปรับเปลี่ยนหรือไม่?

คำถามนี้สามารถผลิตคำตอบได้ทุกแง่มุมเช่นเดียวกับคำถามว่า มาตรฐานของสิทธิมนุษยชนคืออะไร?

แต่อย่างน้อยหากจะพิจารณาว่า UNHRC คือเวทีในการระดมความคิดเพื่อกำหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ทั้งฝ่ายที่ถูกโจมตี และฝ่ายที่โจมตีประเทศอื่นด้วยประเด็นนี้ ก็น่าจะมีความหวังระดับหนึ่ง แทนที่จะต้องทนรับมาตรฐานที่กำหนดโดยประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศเพียงไม่กี่ราย ซึ่งที่ผ่านเห็นแล้วว่ายังความขัดแย้งมากกว่าการ สร้างสรรค์

หากไทยได้เป็นสมาชิกของคณะมนตรีชุดนี้ อาจเก็บเกี่ยวบางอย่างมาพัฒนา AICHR อย่างน้อยก็น่าจะแก้ไขไม่ให้หน่วยงานในลักษณะนี้ของอาเซียนต้องถูกมองว่าเป็นเพียงการจัดฉากที่ปราศจากกลไกปรับใช้ได้จริง

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69