
เจ้าของซีวิคชนรถตู้ยันรถจดทะเบียนถูกต้อง
เจ้าของรถเก๋งซีวิค ยืนยันรถจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หลังตำรวจเตรียมตรวจสอบการสวมทะเบียน
เจ้าของรถเก๋งซีวิค ยืนยันรถจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หลังตำรวจเตรียมตรวจสอบการสวมทะเบียน
ผู้ครอบครองรถเก๋งซีวิคที่ประสบอุบัติเหตุชนกับรถตู้โดยสาร บนทางด่วนโทลล์เวย์ ได้โทรศัพท์เข้ามาชี้แจงกับโพสต์ทูเดย์ ว่า ตามที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ระบุว่า จะมีการตรวจสอบเรื่องการสวมทะเบียนของรถคันดังกล่าวนั้น ขอยืนยันว่า รถมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เดิมได้จดทะเบียนที่ภูเก็ต และได้ถูกนำมาประมูลขายทอดตลาดโดยสหการประมูลเนื่องจากไฟแนนส์ได้ยึดมาจากเจ้าของเดิม จากนั้นเต๊นท์จำหน่ายรถยนต์แห่งหนึ่งจึงได้ประมูลซื้อมา และได้ไปซื้อรถซีวิคมาจากเต๊นท์แห่งนี้ เอกสารในการจดทะเบียนรถคันนี้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบกก็มีประวัติการโอนทะเบียนจากภูเก็ตมายังกรุงเทพฯชัดเจน ไม่ได้มีการสวมทะเบียนแต่อย่างใด
พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ กลันทปุระ รอง ผบก.จร.เปิดเผยว่า ความคืบหน้าคดีนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 6ปาก ส่วนเจ้าของรถเก๋งฮอนด้าที่แท้จริง ทราบแล้วว่าเป็นใคร แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ และมีการออกหมายเรียกไปแล้ว ดังนั้น หากเจ้าของรถตัวจริงมาให้ปากคำ ก็จะรู้ที่มาที่ไปเกี่ยวกับการให้เยาวชนนำไปขับขี่ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ารถเก๋งฮอนด้ามีการสวมทะเบียน ยืนยันว่าไม่มี เพียงแต่เป็นการเช่าซื้อมาจากบริษัทแห่งหนึ่ง
"ประเด็นหลักในการสอบปากคำเจ้าของรถ จะเป็นเรื่องการยินยอมให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่นำรถมาขับ" พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ กล่าว ทั้งนี้ หากเจ้าของรถเข้ามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกก็จะแจ้งข้อหาให้ทราบ และเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท ส่วนของคดีเยาวชนอายุ 17ปี เป็นหน้าที่ของสถานพินิจฯ ในการที่จะนัดหมายมาให้ปากคำเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนจะต้องรอข้อมูลจากสถานพินิจฯ เพื่อนำมาประกอบสำนวน
นอกจากนี้ทางตำรวจยังได้ประสานญาติของผู้ตายและผู้บาดเจ็บให้มาเจรจาตกลงกันถึงความต้องการในเรื่องค่าเสียหายแล้ว แต่หากไม่ยินยอม หรือไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องกันในชั้นศาลต่อไป และขอยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีมวยล้มคนดูแน่นอน
นายสุนทร เพิงมาก รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ขั้นตอนของทางกรมพินิจฯเสร็จสิ้นแล้ว หลังได้เรียกเยาวชนอายุ 17มาตรวจสภาพร่างกาย และจิตใจ รวมถึงการสอบปากคำผู้ปกครอง ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน คาดว่าสำนวนดังกล่าวจะเสร็จทันภายใน 30 วัน ส่วนการกำหนดโทษหรือความเห็นที่จะเสนอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน เนื่องจากต้องรอการสรุปสำนวนให้เสร็จสิ้น และส่งฟ้องต่อศาล จากนั้นทางสถานพินิจฯ จะมีการทำความเห็นเสนอต่อศาล ในเรื่องข้อกำหนดที่ควรจะปฏิบัติต่อเยาวชนต่อไป.







