
ล้มสูตร 375+125 สภาส่อยุบก่อนกำหนด
ผ่านไปแล้วสำหรับยกแรกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่สมหวังกับมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเห็นชอบกับระบบเลือกตั้ง สส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน แบบที่ต้องเรียกว่าเฉือนกันแค่ปลายเล็บด้วยคะแนนเสียง 18 ต่อ 17 เสียง
ผ่านไปแล้วสำหรับยกแรกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่สมหวังกับมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเห็นชอบกับระบบเลือกตั้ง สส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน แบบที่ต้องเรียกว่าเฉือนกันแค่ปลายเล็บด้วยคะแนนเสียง 18 ต่อ 17 เสียง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ผ่านไปแล้วสำหรับยกแรกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่สมหวังกับมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเห็นชอบกับระบบเลือกตั้ง สส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน แบบที่ต้องเรียกว่าเฉือนกันแค่ปลายเล็บด้วยคะแนนเสียง 18 ต่อ 17 เสียง
มติที่ออกมาคงไม่ต้องบอกว่าสร้างความชอกช้ำให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเท่าไหร่ แต่จากท่าทีของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลล่าสุดแล้ว แม้จะยังไม่ออกอาการหัวเสียผ่านสื่อมากนัก
ต้องรอดูว่าสถานการณ์ความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาลจากมติที่ออกมาจะลงเอยกันแบบไหน เพราะนี่เพิ่งเป็นยกแรกเท่านั้นยังเหลือยกสอง ซึ่งเป็นยกสุดท้ายในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณารายมาตราวาระ 2 ก่อนที่รัฐสภาจะมีฉันทามติร่วมกันในชั้นฎีกาว่าจะเห็นด้วยกับมติของ กมธ.หรือไม่ในวาระ 3
ในวาระ 2-3 ดังกล่าวนี้ถือเป็นภาระหนักพอสมควรสำหรับรัฐบาลในการหาเสียง เพื่อสนับสนุนสูตร 375+125 เพราะจากการประชุม กมธ.ล่าสุด และเสียงที่ออกมาไม่ต่างอะไรกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกโดดเดี่ยวกลางสภา โดย 18 เสียงที่ยกมือให้เป็นของพรรค 17 เสียง และ สว.อีก 1 เสียง ตรงกันข้ามกับเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับแรงหนุนจาก สว.ถึง 6 คน
ตัวเลขที่ออกมาพอจะเป็นสัญญาณเตือนให้พรรคประชาธิปัตย์วาระ 2-3 งานเข้าแน่
ทั้งนี้ ขั้นตอนการพิจารณาวาระ 2 เป็นการพิจารณารายมาตรา โดยจะให้สมาชิกรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ. สามารถอภิปรายเพื่อขอให้เสียงสนับสนุนจากที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับ กมธ.ได้
การตัดสินในวาระ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณาเรียงรายมาตรา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (4) วรรคสอง กำหนดให้ถือเอาเสียงข้างมาก จากนั้นต้องทิ้งไว้ 15 วันก่อนจะลงมติในวาระที่ 3 เพื่อเห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ โดยวาระ 3 นี้จะยึดเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎร+วุฒิสภา)
มองไปที่ตัวเลขสมาชิกรัฐสภาในตอนนี้มีทั้งหมด 625 คน แบ่งเป็นประชาธิปัตย์ 172 พรรคร่วมรัฐบาล 106 พรรคเพื่อไทย 187 พรรคประชาราช 8 ไม่สังกัดพรรคการเมือง 2 คน และวุฒิสภา 150 คน
เท่ากับว่าในวาระ 3 หากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้ที่ประชุมรัฐสภายกมือสนับสนุนสูตร 375+125 หรือ 400+100 ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจำนวน 313 เสียงขึ้นไป
ตัวแปรสำคัญของการพิจารณาในวาระ 2-3 อยู่ที่เสียงของวุฒิสภา และพรรคเพื่อไทย โดยสองส่วนนี้ถ้าพร้อมใจยกมือให้ฝั่งไหนฝั่งนั้นจะเป็นฝ่ายชนะทันที
โดยในส่วนของวุฒิสภามี 150 เสียง แบ่งเป็น สว.เลือกตั้ง 76 คน และสรรหา 74 คน ซึ่งในส่วนที่มาจากการสรรหาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากในเดือน ก.พ. จะต้องเข้ารับการสรรหาใหม่ หลังจากอยู่ในวาระมา 3 ปีทั้งนี้ได้ปรากฏกระแสข่าว สว.สรรหาราว 60คน เตรียมลาออกก่อนครบวาระเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาข้อกฎหมาย
เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญมาตรา 115 (8) ประกอบกับมาตรา 102 (11) กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือรับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ทำให้เกิดการเกรงว่าถ้าเข้ารับการสรรหาในระหว่างที่ดำรงอยู่อาจขัดกับรัฐธรรมนูญได้
ประการแรกต้องรอดูว่าการสรรหา สว.จะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ก่อนหรือหลังการพิจารณาวาระ 2 และจะทันกับการพิจารณาในวาระ 3 หรือไม่ เพราะการพิจารณาสรรหาจะเริ่มขึ้นหลังจากวันที่ 18 ก.พ. กว่าจะเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วที่สุดน่าจะอยู่ประมาณ 30 วัน จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป
หากกระบวนการเหล่านี้เสร็จไม่ทันก่อนการพิจารณาวาระ 2-3 หรือค้างคาระหว่างการรอ 15 วัน ก่อนพิจารณาในวาระ 3 หลังจากเสร็จสิ้นการพิจารณาในวาระ 2 ก็ยังคงเป็นงานยากของพรรคร่วมรัฐบาลในการหาเสียงวุฒิสภา เพื่อมาสนับสนุนสูตร 400+100 อยู่ดี
เนื่องจากเสียง สว. ที่สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลจะอยู่ สว.เลือกตั้งเป็นสำคัญ และอาจมีบางส่วนจาก สว.สรรหา ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลน่าจะมีเสียงสนับสนุนรวมกับต้นทุนเดิมของตัวเองด้วยน่าจะมีเสียงในมือราว 180 เสียง
โดยตัวเลขนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเสียงจาก สว.เลือกตั้ง 75 คน ต้องพร้อมใจเทให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งจะเพียงพอต่อการพิจารณาในวาระ 2 เท่านั้น แต่เท่านี้ก็ไม่สามารถชนะในวาระ 3 ได้ เพราะต้องใช้ 313 เสียง จึงเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ หากพรรคร่วมรัฐบาลจะผลักดันสูตร 400+100 ด้วยการหวังพึ่งเสียงของ สว.เพียงอย่างเดียว
เกมที่ออกมาแบบนี้ทำให้ต้องจับตามองไปที่ท่าทีของ “พรรคเพื่อไทย” ว่าจะยังยืนยันไม่ร่วมสังฆกรรมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ 3 เหมือนครั้งที่เคยแสดงออกมาให้เห็นจากการพิจารณาในวาระที่ 1 หรือไม่
ถ้าจุดยืนของพรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองทันที เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยตอนนี้มีเสียงอยู่ในมือ 187 เสียง ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่เพื่อไทยจะสนับสนุนสูตร 375+125 ของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นถ้าจะใช้สิทธิออกเสียงก็คงเลือกที่จะอยู่ข้างพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อรวมกับเสียงของ สว. จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงราว 330 เสียง เพียงพอที่จะให้มีการแก้ไขเนื้อหาในวาระ 2 ด้วยเสียงข้างมาก และเห็นชอบให้มีการบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา
ถามว่าความเป็นไปได้ในส่วนนี้มีหรือไม่ ตอบได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงพอสมควรเช่นกัน เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ยี่หระอยู่แล้วการเลือกตั้งจะเป็นระบบใด ถึงยังไงก็พร้อมสู้ทุกกติกาอยู่แล้ว
เพียงแต่ต้องการใช้โอกาสนี้ขยายแผลในรัฐบาลให้ฉกรรจ์มากขึ้น เพื่อเป็นการซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาลล่วงหน้าหากอนาคตมีการยุบสภาเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 เสียงของพรรคเพื่อไทยและวุฒิสภาจะเป็นตัวแปรสำคัญว่า จะสามารถล้มระบบเลือกตั้ง 375+125 ได้หรือไม่ เพื่อปูทางการเลือกตั้งด้วยสูตร 400+100
กระนั้นก็ตามโอกาสที่สูตร 400+100 จะเป็นจริงก็ยังคงยากอยู่ดี เพราะ ปชป.ขวางทั้งพรรค และที่สำคัญนายกฯ อภิสิทธิ์ คงไม่ยอมเสียจุดยืนอีก ฉะนั้นโอกาสที่นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนเวลา เพื่อสกัดสูตร 400+100 และกลับไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบเดิมเขตละ 3 คนแบบปัจจุบัน ก็มีอยู่สูงเช่นกัน







