
200 แก๊ง ปฏิบัติการฉกรถทั่วกรุง !
การลักรถของเหยื่อมีถึง 5 ขบวนการ เริ่มแรกจะมีฝ่ายประสานงาน หรือ “แมวมอง” คอยตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อดูช่องทาง ดูรถเป้าหมาย หาทางหนีทีไล่ก่อนลงมือ...
การลักรถของเหยื่อมีถึง 5 ขบวนการ เริ่มแรกจะมีฝ่ายประสานงาน หรือ “แมวมอง” คอยตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อดูช่องทาง ดูรถเป้าหมาย หาทางหนีทีไล่ก่อนลงมือ...
โดย...อิทธิกร เถกิงมหาโชค
ปฏิบัติการของตำรวจศูนย์ป้องกันและปราบ ปรามการโจรกรรมกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปร.น.) หลังเข้าจับกุม กรกฎ ยิ่งล้ำ ชาวสระบุรี วัย 41 ปี สมุนลูกทีม “หรั่งเป๋” หัวหน้าแก๊งลักรถหมายเลข 1 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ ทำให้ทราบว่า “ตลาดมืด” มีความต้องการรถยนต์อย่างสูง ไม่ว่ารถกระบะรุ่นฮิต กระทั่ง ฮอนด้า แจ๊ซ และซิตี้
หรั่งเป๋ ที่ตำรวจตามล่าตัวมีชื่อจริงว่า สรกฤช บุญประดิษฐ์ หัวหน้าแก๊งรายใหญ่วัย 41 ปี โลดแล่นอยู่ในแวดวงโจรกรรมรถกว่า 10 ปี สร้างเครือข่ายโยงใยทั่วไปหมด ทั้งอู่รถย่านชานเมือง ลามไปถึงด่านตะเข็บชายแดนกัมพูชา ลาว และพม่า
จากสถิติปี 2551 ในกรุงเทพฯ มีรถหายโดยแบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แจ้งหาย 6,000 คัน รถเก๋ง 400 คัน และรถกระบะ 400 คัน พื้นที่ที่หายมากที่สุดคือ บก.น.4 ย่านชานเมือง มีรถจักรยานยนต์หายมากในพื้นที่ สน.โชคชัย และ บก.น.9 พื้นที่ สน.บางขุนเทียน ตกเดือนละ 30 คัน
เฉลี่ยแล้วจะมีรถตกไปอยู่ในมือโจรวันละ 1 คัน แถมโอกาสตามคืนมีไม่ถึง 10%
ตัวเลขนี้เจ้าของรถรุ่นที่ถูกหมายตาทราบแล้วเหงื่อตกหน้าซีดกันทีเดียว โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ คือ จุดยุทธศาสตร์ของแก๊งโจรกรรมรถยนต์และจักรยานยนต์ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีแก๊งลักรถใหญ่น้อยผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดไม่น้อยกว่า 200 แก๊ง มีตั้งแต่โจรวัยโจ๋หัวเกรียนยันขาใหญ่ที่ติดแบล็กลิสต์ตำรวจมา 10 ปี แต่ก็ยังไม่ยอมจนมุมง่ายๆ
เหมือน “หรั่งเป๋” ที่นาทีนี้กำลังหนีหัวซุก หัวซุน!?!
ยังไม่รวมแก๊งตัวเอ้ที่ถูกขึ้นบัญชีดำไว้แล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น “แก๊งตั๊กเจริญยนต์” ขาประมูลรถสวมซาก “แก๊งลำดวน แก้วสี” โจรกรรมรถในห้างสรรพสินค้า “แก๊งณรงค์ พุ่มพวง” ลักรถส่งขายชายแดน “แก๊งลพบุรี” ปล้นฆ่าเหยื่อหลังชิงรถ “แก๊งอำนาจ บุญประเทือง” หักคอต่อสายตรง “แก๊งภาสกร แดงทองดี” ตอกเลขเครื่องยนต์ “แก๊งกัลยา แก้วเรือน” หลอกเช่ารถนำไปขายต่อ “แก๊งสวมซากอีโวลูชั่น ซูบารุ”...
พ.ต.ท.อรรถพร สุริยเลิศ รองผกก.หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปจร.น.ผ่าเครือข่ายแก๊งลักรถ อธิบายให้เห็นภาพว่า การลักรถของเหยื่อมีถึง 5 ขบวนการ เริ่มแรกจะมีฝ่ายประสานงาน หรือ “แมวมอง” คอยตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อดูช่องทาง ดูรถเป้าหมาย หาทางหนีทีไล่ก่อนลงมือ...
เมื่อเก็บข้อมูลได้แล้ว ฝ่ายโจรกรรม หรือ “มือผี-มือทอง” จะลงมือขโมยรถตามใบสั่งทันที ระดับเซียนของวงการจะใช้กุญแจที่ทำจากปีกเครื่องบิน ที่มีความทนทานสูง เน้นรถตลาดที่ซื้อง่าย ขายคล่อง โดยเฉพาะรถที่ไม่มีอุปกรณ์กันขโมย เพิ่งถอยออกจากโชว์รูม มือผีพวกนี้จะใช้เวลาปฏิบัติการแค่ 30 วินาที ก็สามารถเชิดรถเหยื่อไปซิ่งได้แล้ว
คนรับไม้ต่อมาคือพวก “นักบิน” หรือ “นักบิด” จะรับขับรถเหยื่อไปตามเส้นทางที่นัดแนะกับ “นายหน้า” ส่วนใหญ่เป็นคนไทยอยู่ตามชายแดน สนนราคาถ้าเป็นรถกระบะและรถเก๋งราคาตกคันละ 1-2 แสนบาท ส่วนรถจักรยานยนต์คิดตามสภาพ คันละ 8,000 บาทถึง 1 หมื่นบาท ขึ้นกับความเก่าหรือใหม่แค่ไหน
เมื่อนักบินนำรถมาจอดพักไว้ในป่า ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า หรือปั๊มน้ำมันตามนัดหมาย จากนั้น “นายหน้า” จะติดต่อไปยัง “ลูกค้า” ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นประเทศเพื่อนบ้าน มีเส้นทางอยู่ที่ชายแดนด้าน อ.อรัญประเทศ และอีกหลายพื้นที่ในภาคอีสาน เพียงแค่ข้ามเขตแดนไปได้ รถเหล่านี้ก็จะเป็นสินค้าที่ทำกำไรชั้นดี
ผู้รับหน้าที่ “มือผี” ในแก๊งหรั่งเป๋ที่ยังถูกตำรวจไล่ล่าอีกคนก็คือ ณัฐเกียรติ ชูก้าน อายุ 35 ปี เป็นคู่หูกรกฎที่ยังหลบหนีอยู่ พฤติกรรมที่พบจะก่อเหตุทุบกระจกรถและเข้าไปต่อสายตรง เมื่อได้รถแล้วจะเปลี่ยนป้ายทะเบียน ทำเอกสารปลอม ส่งต่อให้ “นางสมควร ศรีชู” ซึ่งเป็นนายหน้านำไปขายต่อคันละ 1 แสนบาท
ตัวเลขน่าตกใจคือ เฉพาะเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา มีรถฮอนด้า แจ๊ซ และฮอนด้า ซิตี้ หายไปแล้วเกิน 10 คัน หลักฐานที่ตำรวจค้นได้จากบ้านพักของกรกฎคือ บัญชีทะเบียนรถฮอนด้า แจ๊ซ มากถึง 33 คัน ขณะนี้เชื่อว่าโจรแก๊งนี้นำรถไปซุกซ่อนไว้ริมตะเข็บชายแดนเพื่อรอส่งของ
ประสบการณ์นับ 10 ปีของตำรวจ ศปจร.น. ทำให้ได้ข้อสรุปว่า อุปกรณ์กันขโมยจำพวกล็อกพวงมาลัย หรือล็อกเกียร์ จำเป็นต้องมีไว้ประจำรถ แม้ป้องกันโจรไม่ได้ 100% แต่ก็ถ่วงเวลาไม่ให้ลงมือได้สะดวก
ที่สำคัญ เจ้าของรถทั้งหลายไม่ควรชะล่าใจทิ้งรถไว้ไกลตา เผลอเมื่อไหร่โอกาสหายมีทุกนาที!







