posttoday
กทม.สนองมาร์คลุยเพิ่ม201จุดผ่อนผันหาบเร่ทั่วกรุง

กทม.สนองมาร์คลุยเพิ่ม201จุดผ่อนผันหาบเร่ทั่วกรุง

12 มกราคม 2554

หากรัฐบาลจะซื้อใจผู้ค้าหาบเร่ด้วยการเพิ่มช่องทางทำกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางกรอบกติกาให้ชัด เพื่อให้ผู้ค้าและผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้.....

หากรัฐบาลจะซื้อใจผู้ค้าหาบเร่ด้วยการเพิ่มช่องทางทำกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางกรอบกติกาให้ชัด เพื่อให้ผู้ค้าและผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้.....

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

นโยบายประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลประกาศเป็น “โครงการเร่งรัฐปฏิบัติการด่วน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ให้กับประชาชนคนรากหญ้าในการประกอบอาชีพ หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มพื้นที่ “จุดผ่อนผัน” ให้กับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถือเป็นการสร้างความหวังให้กับผู้ค้าให้สามารถมีช่องทางทำกินอย่างถูกที่ถูกทาง โดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยใบ้รายทางให้กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวว่า แม้จะเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างหนึ่ง แต่ก็สร้างอีกปัญหาหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ซึ่งอาจกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ทางเท้าและสวนทางกับ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535

แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ก็เคยออกมาให้ความเห็นท้วงติงโครงการประชานิยมของรัฐบาลว่า การช่วยเหลือผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และคนขับรถแท็กซี่ ถือเป็นนโยบายที่ดี แต่ที่ผ่านมา กทม.ก็ได้บุกเบิกโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพกลุ่มนี้มาแล้ว เช่น การปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ค้าหาบเร่ การทำประกันอุบัติเหตุให้กับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บอกอีกว่า เมื่อรัฐบาลมีนโยบายเช่นนี้ออกมาและจำเป็นต้องใช้งบประมาณดำเนินการ ต้องถามก่อนว่าจะใช้งบประมาณจากที่ใด เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทำนโยบายออกมามาก แต่ก็เพิ่มภาระให้กับหน่วยงานของ กทม. เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีการจ่ายงบประมาณล่าช้า

“จุดอ่อนของรัฐบาลตอนนี้คือ รัฐบาลไม่มีเครือข่ายที่เป็นกลไกในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้นภาระก็จะตกอยู่ที่หน่วยงาน กทม. ซึ่งผมไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ทำ แต่ปัญหาคือจะทำได้ดีหรือไม่ ดังนั้นหากรัฐบาลมีนโยบายดีๆ ก็อยากให้หารือกับ กทม.อย่างใกล้ชิด” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าประชานิยมเต็มสูบ กทม.จึงจำเป็นต้องขานรับและสนองนโยบาย ล่าสุดได้สั่งการให้สำนักเทศกิจและสำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง เร่งสำรวจจำนวนผู้ค้าหาบเร่แผงลอย รวมทั้งพื้นที่จุดผ่อนผันและนอกจุดผ่อนผันทั่วกรุง เพื่อสรุปข้อมูลที่ชัดเจนภายในวันที่ 17 ม.ค.นี้ ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ กทม. และส่งต่อให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศเพิ่มจุดผ่อนผันต่อไป

ผลการสำรวจข้อมูลของสำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง เมื่อปี 2553 พบว่า มีจุดผ่อนผันทั้งสิ้น 666 จุด จำนวนผู้ค้ากว่า 2 หมื่นราย ขณะที่พื้นที่นอกจุดผ่อนผันมีอยู่ 670 จุด และมีจำนวนผู้ค้าประมาณ 1.7 หมื่นราย โดยเบื้องต้นคาดว่า อาจมีการขยายจุดผ่อนผันเพิ่มเติมจากเดิมเป็นกว่า 1,000 จุด เพื่อรองรับผู้ค้านอกจุดผ่อนผัน

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบด้วยว่า เขตที่มีผู้ค้านอกจุดผ่อนผันเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติปี 2548 มีทั้งสิ้น 14 เขต โดย 3 อันดับแรกคือ เขตบางกอกน้อย เพิ่มขึ้น 30 จุด เขตปทุมวัน เพิ่มขึ้น 26 จุด และเขตจตุจักร เพิ่มขึ้น 25 จุด ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการจับปรับไม่เว้นแต่ละวัน

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สก.เขตห้วยขวาง กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายสร้างงานสร้างอาชีพ และเห็นใจผู้ค้าที่ต้องจ่ายเงินนอกระบบให้กับกลุ่มผลประโยชน์ แต่เป็นห่วงเรื่องกระบวนการจัดการที่ต้องมีความชัดเจน เช่น การเพิ่มพื้นที่นอกจุดผ่อนผันจะต้องมีการสำรวจข้อมูลด้วยว่า พื้นที่บาทวิถีมีขนาดความกว้างถึง 2 เมตรจริงไม่ ไม่เช่นนั้นอาจกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ทางเท้าได้

“การตัดสินว่าพื้นที่ใดเป็นจุดผ่อนผันได้หรือไม่นั้น ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพราะถ้าพื้นที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนและต้องลงมาเดินบนถนนแทน” นายประเดิมชัย กล่าว

เขามองว่า แนวทางการประกาศเพิ่มจุดผ่อนผันควรให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อสร้างหลักประกันให้กับผู้ค้าว่าต่อไปจะต้องไม่มีเจ้าหน้าที่เทศกิจมาเรียกรับผลประโยชน์อีก รวมทั้งต้องสร้างข้อตกลงร่วมกันกับผู้ค้าให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อบังคับอย่างเคร่งครัด และมีบทลงโทษที่ชัดเจนหากมีการฝ่าฝืนหรือรุกล้ำทางเท้าเพิ่มเติม

“หากไม่สร้างกติการองรับที่ชัดเจน ท้ายที่สุด กทม.ก็จะไม่สามารถควบคุมได้ กลายเป็นปัญหาที่ลุกลามไปทั่วพื้นที่และเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ค้ากับเจ้าหน้าที่ขึ้นอีก” เขากล่าว

สก.ประเดิมชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะต้องมีการกำกับติดตามการปฏิบัติงานของเทศกิจให้อยู่ในกรอบระเบียบวินัยและมีความตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหามาเฟียข่มขู่รีดไถ และต้องมีผู้รับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้น ไล่มาตั้งแต่ระดับเขตจนถึงรองผู้ว่าฯกทม.ที่กำกับดูแลสำนักเทศกิจ

เช่นเดียวกับ นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ สก.เขตลาดกระบัง กล่าวว่า ไม่ขัดข้องกับนโยบายช่วยเหลือคนจน และเห็นด้วยกับการเพิ่มจุดผ่อนผัน แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ควรมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่ชัดเจน โดยผู้ค้าจะต้องไม่ลิดรอนสิทธิของประชาชนผู้ใช้ถนนและทางเท้า

“ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจหากผู้ค้าจะทำมาค้าขายอย่างถูกต้องเพื่อการดำรงชีพ เพียงแต่ต้องเคารพสิทธิของคนส่วนรวม โดยไม่ตั้งแผงค้ากีดขวางทางเท้า จัดเก็บเศษอาหารและขยะให้เรียบร้อย ถูกสุขลักษณะ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพโดยตรง” สก.วิสูตร กล่าว

นอกจากนี้ เขาย้ำว่า ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรหมั่นเข้าไปตรวจสอบดูแลอย่างเข้มงวด มิใช่ปล่อยปละละเลยจนเกิดความไร้ระเบียบในที่สุด

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกลุ่มงานระบาดวิทยา กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กทม. พบว่า ตลอดปี 2553 มีจำนวนผู้ป่วยโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 5 โรคคือ โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ อหิวาตกโรค ไข้เลือดออก และพิษสุนัขบ้า โดยคน กทม.ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงมากที่สุด 3.8 หมื่นคน ขณะเดียวกันยังพบว่า โรคที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น อหิวาต์ บิด มักปนเปื้อนมาจากอาหารตามหาบเร่แผงลอยทั่ว กทม.

แม้ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลประจำเขตทั้ง 50 แห่งของ กทม. จะมีการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบอาหารหาบเร่แผงลอย หรือหลักสูตรผู้สัมผัสอาหาร แต่กลับพบว่ามีผู้ค้าเข้าร่วมอบรมไม่ถึง 10% จากจำนวนผู้ค้าทั้งหมด

หากรัฐบาลจะซื้อใจผู้ค้าหาบเร่ด้วยการเพิ่มช่องทางทำกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางกรอบกติกาให้ชัด เพื่อให้ผู้ค้าและผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ หาไม่แล้วอาจเกิดปัญหาสังคมลุกลามไม่สิ้นสุด  

กทม.สนองมาร์คลุยเพิ่ม201จุดผ่อนผันหาบเร่ทั่วกรุง

 

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69