
จีนบุกรังอินทรี เปิดเกม ศก.กระดานใหม่
สัปดาห์หน้า (วันที่ 19 ม.ค. 2554) ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐจะเปิดทำเนียบขาวรับการมาเยือนของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา แห่งจีน เพื่อร่วมหารือในประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว
สัปดาห์หน้า (วันที่ 19 ม.ค. 2554) ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐจะเปิดทำเนียบขาวรับการมาเยือนของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา แห่งจีน เพื่อร่วมหารือในประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สัปดาห์หน้า (วันที่ 19 ม.ค. 2554) ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐจะเปิดทำเนียบขาวรับการมาเยือนของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา แห่งจีน เพื่อร่วมหารือในประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว
แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุอย่างเป็นทางการว่า “การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีหูจิ่นเทา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการขยายระดับความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับจีน”
อย่างไรก็ตาม ผลการหารือระหว่าง 2 ผู้นำไม่น่าจะสวยหรูเหมือนแถลงการณ์ข้างต้น นอกจากนี้ น้ำหนักของประเด็นหารือ เริ่มเหวี่ยงจากความวุ่นวายระหว่างเกาหลีเหนือ/ใต้ มาอยู่ที่ประเด็นเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากที่เกาหลีเหนือยอมอ่อนข้อ วิงวอนให้ฝ่ายใต้เปิดการเจรจา คาดว่าเป็นเพราะจีนเอือมระอากับพฤติกรรมระรานเพื่อนบ้าน จนไม่สนับสนุนท่าทีก้าวร้าวของเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน
กับประเด็นความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ยังนับว่ามีทางออกและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เมื่อพิจารณาจากความเอือมระอาของจีนแล้ว เป็นไปได้สูงที่หูจิ่นเทาจะตอบตกลง (อย่างสงวนท่าทีไว้บ้าง) หากสหรัฐเสนอแนะให้มหาอำนาจทุกฝ่ายผลักดันเวทีเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อสะสางวิกฤตบนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง
วิวาทะร้อนแรงจะเกิดขึ้นกับประเด็นเศรษฐกิจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะล่าสุด สหรัฐและจีนเริ่มขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น กระทั่งความขัดแย้งนี้บานปลายจนกระทบความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือการหารือระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งได้รับการจับตาว่าเป็นเสมือนการชิมลางก่อนที่ผู้นำสูงสุดจะพบปะกัน
ผลปรากฏว่า การหารือล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะฝ่ายจีนปฏิเสธข้อเสนอให้กำหนดเวลาเปิดโต๊ะเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ด้านกลาโหม คาดว่ามูลเหตุที่จีนบ่ายเบี่ยงที่จะยกระดับความสัมพันธ์ในด้านนี้ ก็เพราะสหรัฐยังให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ไต้หวัน
ไม่เพียงเท่านั้น สหรัฐยังเคยทำเจ็บแสบกับจีนมาหลายต่อหลายครั้ง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 เครื่องบินรบของสหรัฐยังทิ้งระเบิดพลาดไปถูกสถานทูตของจีนในกรุงเบลเกรด ซึ่งปัจจุบันคือเมืองหลวงของเซอร์เบีย ถัดมาในปี 2544 เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐชนกับเครื่องบินขับไล่ของจีนกลางทะเลจีนใต้ในน่านน้ำของจีน และเมื่อปีที่แล้วสหรัฐประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่าถึง 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้พญามังกรตัดความสัมพันธ์ทางการทหารกับพญาอินทรีอย่างสิ้นเชิง
ความล้มเหลวของการหารือระหว่างโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กับเหลียงกวงเลี่ย รัฐมนตรีกลาโหมของจีน แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่นับเป็นภาพสะท้อนล่วงหน้าได้อย่างดี ถึงผลลัพธ์ที่จะติดตามมาในการกระชับความสัมพันธ์รอบล่าสุดระหว่างยักษ์ใหญ่ทั้งสองประเทศ
จีนและสหรัฐยังมีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจในหลายๆ ด้าน จนยากที่จะหันหน้าเข้าหากันอย่างเต็มที่ เฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจยังเผชิญกับภาวะลุ่มๆ ดอนๆ ยิ่งกว่าความสัมพันธ์ด้านกลาโหม แต่เมื่อพิจารณาแล้ว สหรัฐมีท่าทีในเชิงรุกต่อจีนมากกว่า ซึ่งเข้าเค้าเดียวกับความสัมพันธ์ในด้านการทหารที่สหรัฐมัก “ล่วงล้ำ” จีนอยู่เสมอ
จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่แสดงความกังวลกับมาตรการ QE2 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินหยวน แต่กลับกลายเป็นว่า จีนหยุดท่าทีไว้ที่ความกังวล ไม่ขยายปฏิกิริยาต่อเนื่องจนเป็นการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของจูกวงเหยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของจีน ที่ชี้ว่ามาตรการ QE2 “จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดเกิดใหม่”
คำกล่าวนี้ เป็นการเหวี่ยงอย่างกว้างๆ เสียด้วยซ้ำ มิได้เอ่ยถึงผลกระทบต่อจีนโดยตรง ทั้งที่มาตรการ QE2 ยิ่งผลักดันให้ภาวะเงินเฟ้อคุกคามต่อเศรษฐกิจจีนมากเป็นทวีคุณ
ท่าทีของคนใหญ่คนโตของจีนตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับบราซิล ที่ตอบโต้สหรัฐอย่างรุนแรงมาโดยตลอด แม้กระทั่งมหามิตรอย่างญี่ปุ่นยังไม่ไว้หน้าสหรัฐ ประกาศย้ำตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า อาจต้องแทรกแซงค่าเงินเยนอีกครา หาก QE2 ยังส่งผลกระทบค่าเงินและภาคส่งออกของญี่ปุ่น
การที่จีนไม่ประสงค์จะฉวยโอกาสนี้ “ชำระแค้น” สหรัฐ ก็คงเพราะต้องการส่งสัญญาณไปยังอีกฝ่ายว่า จีนมิได้ต้องการคุกคามสหรัฐ สหรัฐจึงไม่ควรคุกคามจีนในทางเศรษฐกิจเช่นกัน ดังที่เคยหยิบประเด็นค่าเงินหยวนต่อภาวะขาดดุลการค้ามาโจมตีจีนอยู่เนืองๆ
หูจิ่นเทา จะพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งซึ่งหน้าดังเช่นที่เคยปฏิบัติตนเช่นนั้นมาโดยตลอด แต่แขนขาของผู้นำจีน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรมไปจนถึงสำนักงานภาครัฐในระดับต่างๆ จะเป็นฝ่ายที่ตอบโต้ในทันที หากแขนขาของโอบามาไม่เกรงใจผู้นำจีน
แขนขาของโอบามาในที่นี้ มิใช่รัฐบาลสหรัฐ แต่เป็นบรรดาสมาชิกสภาคองเกรสทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่มีความเห็นตรงกันว่า สมควรผลักดันกฎหมายเพื่อตอบโต้การที่จีนตรึงค่าเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริง
โอบามามิได้แย้มท่าทีสนับสนุนหรือคัดค้านความพยายามนี้ แต่เพื่อหวังผลทางการเมือง และผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โอบามาจึงสงวนท่าทีอย่างผิดสังเกต
ถึงเพียงนี้แล้วจีนยังพยายามอดทนอย่างถึงที่สุด เจียงหยู โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติรับร่างกฎหมายตอบโต้จีนว่า การกระทำเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงประชาชนทั่วโลก
จะเห็นได้ว่า เป็นอีกครั้งที่จีนพยายามเลี่ยงการเผชิญหน้า ด้วยการกล่าวถึงผลเสียในวงกว้าง
เดวิด แลมพ์ตัน ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ คาดการณ์ว่า ระหว่างการเยือนสหรัฐ หูจิ่นเทา จะพยายามแสวงหาโอกาสในการยืนยันกับแรงงานและภาคธุรกิจในจีนว่า ตลาดสหรัฐจะยังเป็นตลาดเปิดสำหรับภาคส่งออกของจีนต่อไป
“โอกาส” ที่ผู้นำจีนแสวงหานั้น คือการพยายามล็อบบี้ผ่านโอบามา ให้ขัดขวางการผ่านกฎหมายตอบโต้จีน
ส่วนไม้เด็ดที่จีนจะนำมาใช้กดดันโอบามา ในระดับที่รุนแรงที่สุด อาจเกี่ยวพันกับการลดปริมาณการถือครองพันธบัตร ซึ่งแนวทางนี้จีนยังมิได้คิดจะนำมาใช้ตอบโต้ แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากฝ่ายหัวรุนแรงในประเทศ เนื่องจากเป็นการหักดิบจนเกินไป
ทว่า ถึงที่สุดจีนมีข้ออ้างบังหน้าในการทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะด้วยค่าเงินหยวนที่แข็งขึ้น ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และอีกสาเหตุมาจากสหรัฐเอง นั่นคือมาตรการ QE2 ที่เปิดทางให้เฟดกว้านซื้อพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งสบช่องที่จีนจะปล่อยพันธบัตรสหรัฐที่ถือครองไว้ในมูลค่ามหาศาลได้อย่างไม่เอิกเกริก
เมื่อดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว โอบามาไม่มีเหตุผลใดที่จะปล่อยจีนตอบโต้อย่างแนบเนียนเช่นนั้น เพราะแม้การเทขายพันธบัตรจะสอดคล้องกับมาตรการ QE2 แต่การที่จีนหันหลังให้กับพันธบัตรสหรัฐ เท่ากับบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรอย่างรุนแรง
หูจิ่นเทาเช่นกัน จะใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง ทั้งพยายามปลอบให้ภาคธุรกิจของสหรัฐเชื่อมั่นในความจริงใจของจีน และพยายามส่งสัญญาณไปยังภาครัฐถึงการตอบโต้อย่างเป็นรูปธรรมไปพร้อมๆ กัน
การพบปะกันอีกครั้งบนแผ่นดินสหรัฐของ 2 ยักษ์ใหญ่ จะเป็นการชิงไหวชิงพริบเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่ง







