
สูตรเลือกตั้ง 375+125 ปชป.ได้เปรียบทุกประตู
ทําท่าจะบานปลายสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องมาเจอกับปัญหาโลกแตก เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องตัวเลข สส. ทั้งระบบเขตเดียวเบอร์เดียว และบัญชีรายชื่อ ว่าสูตรไหนมีความเหมาะสมมากที่สุดกับประเทศไทย
ทําท่าจะบานปลายสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องมาเจอกับปัญหาโลกแตก เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องตัวเลข สส. ทั้งระบบเขตเดียวเบอร์เดียว และบัญชีรายชื่อ ว่าสูตรไหนมีความเหมาะสมมากที่สุดกับประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ทําท่าจะบานปลายสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องมาเจอกับปัญหาโลกแตก เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องตัวเลข สส. ทั้งระบบเขตเดียวเบอร์เดียว และบัญชีรายชื่อ ว่าสูตรไหนมีความเหมาะสมมากที่สุดกับประเทศไทย
ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีมติเสียงข้างมาก 18 ต่อ 17 เสียงแล้วว่า กำหนดที่มาของ สส.ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวจำนวน 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน ตามร่างที่เสนอเข้ามาในรัฐสภาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมประสงค์ตามความต้องการของพรรคประชาธิปัตย์ ฝากรอยแผลความคับข้องใจให้กับพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการสูตร 400+100 แบบเจ็บนี้อีกนาน
เสียงที่ออกมาเรียกได้ว่าเฉือนกันแบบฉิวเฉียด เพราะการลงมติในครั้งแรกที่ออกมามีเสียงเท่ากันอยู่ที่ 17 เสียง จากองค์ประชุมทั้งหมด 35 คน หลังจากที่นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สส.สัดส่วน ประชาธิปัตย์ งดออกเสียงในฐานะประธาน
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ กมธ.จากพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอให้เลื่อนการลงมติออกไป แต่นายเทอดพงษ์ก็ได้หักพรรคร่วมรัฐบาลด้วยการโหวตสนับสนุนตามร่างแก้ไขของ ครม. ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะไปในที่สุด
แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลเองจะแสดงท่าทีประหนึ่งไม่สนใจมติของ กมธ.ที่ออกมา โดยอ้างว่ายังเหลืออีกขั้นตอน คือ การพิจารณาในวาระ 2 ของการประชุมรัฐสภาในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วถือว่าเป็นการยากหากจะมีการแก้ไขในวาระนี้ หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของ กมธ. เว้นเสียแต่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีอำนาจต่อรองมากพอที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนใจได้
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า พรรคร่วมรัฐบาลเองมีความต้องการอยากได้ สส.สูตร 400+100 คน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีการประเมินแล้วว่าสูตรนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา ภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน และรวมชาติพัฒนาให้มี สส.เพิ่มมากขึ้น
ความคิดของพรรคร่วมรัฐบาลในส่วนนี้อยู่บนฐานของเหตุผล คือ เขตเล็กง่ายต่อการบริหารจัดการฐานเสียง เท่ากับว่าการหว่านพืชหวังผลย่อมทำได้ง่าย การเข้าหาประชาชน การแบ่งโซนพื้นที่ความรับผิดชอบในการดูแลฐานเสียงของตัวเองสามารถแบ่งได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เมื่อดูเครื่องมือที่พรรคร่วมรัฐบาลมีอยู่ในตอนนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย คือ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นส่วนราชการที่ควบคุมการบริหารราชการท้องถิ่นทั่วประเทศ ย่อมเป็นกลไกที่เอื้อต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง เพราะหากจะต่อสู้ด้วยตัวบุคคลที่จะมาเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี กระแสความนิยมในตัวพรรคหรือนโยบาย ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าเสียเปรียบพรรคประชาธิปัตย์แทบทุกประตู
โดยเมื่อมองดูในตัวหัวหน้าพรรคของพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ไม่ว่าจะเป็น “ชุมพล ศิลปอาชา” จากพรรคชาติไทยพัฒนา “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย“ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมไปถึง “นพ.วรรณรัตน์ชาญนุกูล” พรรครวมชาติพัฒนา ยังมีรัศมีของการเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ครึ่งหนึ่งของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ของพรรคประชาธิปัตย์
“อภิสิทธิ์” แม้ว่าจะไม่ได้ดูโดดเด่นมากนักในสายตาของใครหลายๆ คน แต่ถ้าเทียบกับตัวเลือกดังกล่าวข้างต้นแล้วต้องบอกว่า อภิสิทธิ์ ยังดูดีกว่าพอสมควร เพราะอย่างน้อย 2 ปีที่ผ่านมาก็มีผลงานบ้างไม่มากก็น้อย
ข้อเสียเปรียบในส่วนนี้ของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความพยายามในการสร้างฐานเสียงให้มากที่สุด เพื่อให้นำมาซึ่งจำนวน สส.ในมือให้มากที่สุด เพื่อสร้างความชอบธรรมและอำนาจต่อรองในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถทำได้เลยหากระบบการเลือกตั้งยังคงเป็นแบบเขตใหญ่ และระบบสัดส่วนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ปิดโอกาสพรรคขนาดกลางและเล็กทุกประตู
ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นพรรคการเมืองที่น่าจะได้รับประโยชน์จากตัวเลข 375+125 ไปแบบเนื้อๆ เน้นๆ ถึงแม้จะเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียวคล้ายๆ กับรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเคยทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคต่ำ 100 มาแล้ว แต่ระบบ 375+125 ประกอบกับจังหวะทางการเมืองในเวลานี้ได้สร้างโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์พอสมควร
ตัวเลขดังกล่าวที่ออกมาสร้างความได้เปรียบพอสมควรกับประชาธิปัตย์ เพราะเขตเลือกตั้งยังคงใหญ่อยู่เมื่อเทียบกับสูตร 400+100 คน เขตเลือกตั้งที่ใหญ่ขึ้น และระบบบัญชีรายชื่อที่เพิ่มขึ้นจากสูตร 375+125 เอื้อต่อการใช้กระแสประชาวิวัฒน์สร้างคะแนนความนิยมให้ตัวเอง โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้อย่างเป็นรูปธรรมจะมาจาก สส.บัญชีรายชื่อ เพราะเป็นการใช้ประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งฐานของการตัดสินใจว่าประชาชนคนใดจะเลือกพรรคการเมืองใดนั้น จะมาจากความประทับใจต่อพรรคเป็นสำคัญมากกว่าตัวบุคคล
ทั้งนี้ มีการคำนวณว่าหากมี สส.ระบบเขต 375 คน จะมี 24 จังหวัดที่มีจำนวน สส.เปลี่ยนแปลง อาทิ กรุงเทพฯ จาก 36 คน ลดเหลือ 34 คน จ.นครนายก จาก 2 คน ลดเหลือ 1 คน จ.นครสวรรค์ จาก 7 คน ลดเหลือ 6 คน จ.ลพบุรี จาก 5 คน ลดเหลือ 4 คน จ.กำแพงเพชร จาก 11 คน ลดเหลือ 10 คน จ.เชียงราย จาก 8 คน ลดเหลือ 7 คน จ.เชียงใหม่ จาก 11 คน ลดเหลือ 10 คน จ.พิจิตร จาก 4 คน ลดเหลือ 3 คน จ.แม่ฮ่องสอน จาก 2 คน ลดเหลือ 1 คน จ.ลำปาง จาก 5 คน ลดเหลือ 4 คน จ.ลำพูน จาก 3 คน ลดเหลือ 2 คน เป็นต้น
โดยสรุปแล้วคาดว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้แทนในภาคอีสานและภาคเหนือซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทยหายไปถึง 15 ที่นั่ง ขณะที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์จะมีจำนวนผู้แทนลดลงไปเพียง 4 ที่นั่งเท่านั้น
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถช่วงชิงจังหวะตรงนี้ได้ ย่อมหมายความว่าโอกาสของการเป็นพรรคเสียงข้างมาก และแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมมากขึ้นด้วย ยังไม่นับอำนาจต่อรองทางการเมืองที่จะเพิ่มตามมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ แบบนี้จึงไม่แปลกที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสูตร 375+125
อย่างไรก็ตาม จะมีเพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ดูไม่ยี่หระกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรอบนี้ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจว่าตัวเลขจะออกมาที่ 400+100 หรือ 375+125 หรือเขตเล็ก เขตใหญ่ เพราะพรรคเองได้พิสูจน์มาในสนามเลือกตั้งแล้วว่าสามารถชนะได้ทุกกติกา เรียกได้ว่าตอนนี้นับวันรอว่าเมื่อไหร่จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งเท่านั้น จะมีปัญหาก็เฉพาะการจัดการภายในพรรค โดยเฉพาะการสรรหาบุคคลเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค
คงต้องรอดูต่อไปว่าเมื่อศึกในรัฐบาลจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในยกแรกพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายชนะไปแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลจะแก้เกมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเลขอย่างไร และจะนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนถึงขั้นยุบสภาหรือไม่ ทำให้การเมืองจากนี้ไปห้ามกะพริบตาอย่างเด็ดขาด







