posttoday
'อรรถวิชช์'ชี้5เหตุผลยกเลิกแบล็คลิสต์บูโรเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

'อรรถวิชช์'ชี้5เหตุผลยกเลิกแบล็คลิสต์บูโรเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

20 มกราคม 2566

อรรถวิชช์ รองหัวหน้าชาติพัฒนากล้า วอนนักการเงินการธนาคาร หนุนนโยบาย ยกเลิกแบล็คลิสต์บูโร เปิดประตูบานแรกให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้ 
 
ผมอยากให้พี่ๆ ผู้ชำนาญด้านการเงินการธนาคาร ช่วยกันคิดเรื่องความผิดปกติเรื่อง “ดอกเบี้ย และการเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมกับธุรกิจ” ช่วยสนับสนุนนโยบาย “ยกเลิกแบล็คลิสต์บูโร" เพื่อเป็นประตูบานแรก ในการปรับระบบสินเชื่อ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
 

1.) "แบล็กลิสต์" มีจริง ! มันคือรายงานข้อมูลของเครดิตบูโรให้ธนาคาร เป็นการรายงานถึงความด่างพร้อยตลอด 3 ปี คล้ายประวัติอาชญากรรม  ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีรายชื่อบุคคลที่ห้ามปล่อยกู้ในรายงานเครดิตบูโร หรือไม่มีรายชื่อบุคคลที่ห้ามรับเข้าทำงานในรายงานอาชญากรรมเช่นกัน มันคือบันทึกรวมรอยด้างพร้อยดีบ้างไม่ดีบ้าง สภาพหลังโควิดมีคนถึง 5.5 ล้านคน ที่กู้ไม่ได้เพราะการบันทึกประวัติแบบนี้

2.) พรรคชาติพัฒนากล้า เสนอนโยบายแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ให้เปลี่ยนจากการรายงานทุกความด่างพร้อยใน3 ปี เป็นการ “แจ้งเป็นคะแนน” ที่ผ่านการประมวลมาแล้ว เป็นระบบ Credit Scoring แก้เพื่อกฎหมายให้เอาร่องรอยทางการเงินอื่นๆ การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ รายได้ประจำ เงินเข้าออกบัญชี การใช้จ่ายผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆ ประมวลผลออกมาเป็นคะแนน ถ้าได้คะแนนมาก กู้ได้ดอกเบี้ยต่ำ ถ้าได้คะแนนน้อย กู้ได้ดอกเบี้ยสูง ถ้าคะแนนต่ำมาก ก็กู้ไม่ได้ ระบบคะแนนมันชัดเจนกว่า ไม่ต้องถูกแช่แข็ง 3 ปี เหมือนระบบแบล็คลิสต์ 

การได้สินเชื่อที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของตนเอง มันเป็นโอกาสที่สำคัญมาก ความต่างระหว่างดอกเบี้ยลูกรายย่อยชั้นดี MRR 6.77% เทียบกับเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายกว่า เร็วกว่าอย่างบัตรเครดิตสินเชื่อนาโนที่มีช่วงดอกเบี้ยตั้งแต่ 16 ถึง 33% หรือดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบเกินกว่า 100% ต่อปี มันช่างห่างไกล และน่าเห็นใจคนที่ขาดโอกาสจริงๆ 

3.) สถาบันการเงินปลอดภัยภายใต้ระบบการให้คะแนนแบบ Credit Scoring เพราะมีข้อมูลรายได้ และร่องรอยทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มากขึ้น มาใช้ในการให้คะแนน ซึ่งเร็วๆ นี้ธนาคารในปัจจุบัน ก็จะต้องแข่งขันกับผู้เล่นรายใหม่ Virtual Bank ธนาคารไร้สาขา ที่มาปล่อยสินเชื่อโดยใช้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ซึ่งแพร่หลายมากในประเทศจีนและเกาหลีใต้ ดังนั้นการที่ให้ธนาคารได้พบกับระบบ Credit Scoring ใหม่จะเป็นการเตรียมความพร้อมได้ดีขึ้นด้วย

4.) ผู้กู้ได้ความชัดเจนว่า ถูกปฏิเสธสินเชื่อเพราะเหตุใด ถ้าคะแนนสูงแต่กลับถูกปฏิเสธสินเชื่อ ก็แสดงว่าธนาคารดังกล่าวเน้นการลงทุนอย่างอื่น มากกว่าลงทุนโดยการปล่อยกู้ ซึ่งก็เป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยจะสร้างสมดุลที่เหมาะสมต่อไป

5.) ธนาคารพาณิชย์เอกชนจะเกิดการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้นในเรื่องสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ย ลดภาระสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อาทิธนาคารออมสิน ธกส. ธอส. อิสลาม SME EXIM

20 กว่าปีที่แล้ว สมัยที่ผมยังรับราชการที่กระทรวงการคลัง ได้มีโอกาสร่วมทำกฎหมาย การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตด้วย ในยุคหลังวิกฤตการณ์ปี 40 ยุค IMF ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ จึงต้องมีการออกกฏหมาย ฉบับนี้ขึ้นด้วยหลักให้ธนาคาร “รู้จักลูกค้าให้ดีขึ้น” เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น  ในยุคนั้นพยายามจะเอาข้อมูลอย่างอื่นนอกจากข้อมูลขอสินเชื่อเข้ามาคำนวณเป็นคะแนนด้วย แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลไม่สนับสนุนให้เอาข้อมูลบุคคลด้านรายได้มาคำนวนด้วย

ต่างจากปัจจุบัน ที่ข้อมูลด้านรายได้อื่น พฤติกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ถูกบันทึกเอาไว้ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ แล้ว รอแค่การแก้ไขกฎหมายให้นำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลเป็นคะแนนได้เท่านั้น ซึ่งก็จะกลับเข้าหาหลักเดิมคือ ทำให้ผู้ปล่อยกู้รู้จักลูกค้าของตนเองได้ดีขึ้น

ผมขอฝากพี่ๆ ในวงการการเงิน การธนาคารช่วยกันทำให้ประเทศเราเป็น “ประเทศแห่งโอกาส” ให้ประชาชนของเราได้มีโอกาสพลิกฟื้นชีวิต การทำมาหากิน ทำให้ระบบการธนาคารมั่นคงเกิดการแข่งขันกันอย่างเสรีเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วยครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท