
ครม.เบรกเก็บภาษีรร.กวดวิชา
ครม.เบรกเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา แต่สั่งให้ศธ.ควบคุมค่าเล่าเรียน พร้อมฟันเจ้าหน้าที่-ครูมุ่งหวังผลทางธุรกิจ ระบุยังไม่สามารถกำหนดราคากลางค่าเรียนได้
ครม.เบรกเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา แต่สั่งให้ศธ.ควบคุมค่าเล่าเรียน พร้อมฟันเจ้าหน้าที่-ครูมุ่งหวังผลทางธุรกิจ ระบุยังไม่สามารถกำหนดราคากลางค่าเรียนได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.ในวันนี้ (11ม.ค.) ได้พิจารณาข้อเสนอของ สำนักงานป้องกันเเละปราบปรามการทุจริตเเห่งชาติ (ป.ป.ช.) 2 เรื่อง คือ 1.การเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา และ 2.เรื่องความปลอดภัยของสถานที่ตั้งของโรงเรียน
ทั้งนี้ที่ประชุมครม. เห็นว่า เรื่องความปลอดภัยในสถานที่ตั้งของโรงเรียนไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ในเรื่องของการจัดเก็บภาษี จะต้องมีการควบคุมเรื่องค่าธรรมเนียบ ใน 2 ส่วน คือ 1.ธุรกิจมีกำไรเกิดควรหรือไม่ 2.ธุรกิจที่มีการเติบโตขยายตัวอย่างกว้างขวางนั้น เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ หรือครูผลักดันให้เด็กนัเรียนไปเรียนเสริมหรือไม่
"กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องเข้าไปดูว่า หากมีเจ้าหน้าที่หรือครู มุ่งหวังผลทางธุรกิจก็จะมีความทางผิดวินัย จึงขอร้องให้ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น นักเรียน นักศึกษา ให้ข้อมูลกับทางรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการกำหนดราคาค่ารายวิชา นั้น ยังไม่สามารถกำหนดเป็นราคากลางได้ เนื่องจากมีต้นทุนเเตกต่างกัน เช่น บางสถานที่มีการจ้างบุคคลากรมาสอน เเต่บางสถานที่ใช้วิธีการเปิดซีดีให้ฟังเท่านั้น"นายอภิสิทธิ์กล่าว
ด้าน นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกปรพจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ สั่งการให้ป.ป.ช. ไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลของโรงเรียนกวดวิชา เนื่องจากข้อมูลที่เสนอมายังไม่ครบถ้วน แม้จะร้องเรียนว่ามีโรงเรียนกวดวิชากว่า 10 ราย ที่ทำเป็นลักษณะแฟรนไชส์
ขณะที่ ศธ. ชี้แจงว่า การเปิดโรงเรียนกวดวิชาเพื่อเป็นทางเลือกในการเปิดโอกาสทางการศึกษา เช่นเดียวกับนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวสนับสนุนว่าอย่าไปคิดเรื่องแฟรนไชส์เพราะเป็นการเปิดทางเลือก
ด้านนายจุติ ไกรกฤษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ให้ดูข้อเท็จจริงเรื่องอื่นด้วยเช่นมีครูบางแห่งที่รับสอนพิเศษคิดค่าใช้จ่ายเดือนละหลักร้อยบาท เพื่อช่วยสอนเด็กที่ไม่สามารถเข้ากวดวิชาในโรงเรียนที่แพงๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาทต่อเดือนได้
อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมครม. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ให้พิจารณาเรื่องการจัดเก็บภาษี 3 ประเด็นคือ 1.การเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา ต้องไม่มีผลกระทบต่อโรงเรียนกวดวิชานอกระบบ ที่ไม่ใช่เพื่อการเข้าศึกษาต่อ เช่น การสอนว่ายน้ำ ศิลปะการป้องกันตัว นาฏศิลป์ 2.การเก็บภาษีต้องไม่เป็นการไปเพิ่มภาระต่อผู้เรียน และ3.การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้มีคุณภาพการศึกษาใกล้เคียงกัน เพื่อลดความสำคัญของโรงเรียนกวดวิชาลง
ทั้งนี้หลังจากที่เสนอครม.แล้ว จะขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และป.ป.ช.เพื่อพิจารณาข้อดี ข้อเสียของการเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา
อนึ่งก่อนหน้านี้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรไม่ได้เก็บรายได้จากสถาบันกวดวิชา ทั้งรูปของภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นหากจะจัดเก็บภาษีสถาบันกวดวิชา ก็สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการปรับโครงสร้างภาษีของกรมสรรพากร
ขณะที่ข้อมูลในปี2550 จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ระบุว่า มีโรงเรียนกวดวิชาที่จดทะเบียนทั่วประเทศ 1,078 แห่ง แบ่งเป็นในเขต กรุงเทพฯ 334 แห่ง ต่างจังหวัด 744 แห่ง โดยมีจำนวนครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนเหล่านี้ 7,199คน และมีนักเรียนที่เรียนกวดวิชาประมาณ 353,060 คนต่อปี
ด้าน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่า ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชามีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีรายได้จากค่าธรรมเนียมราว 6,039 ล้านบาท โดยผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชาของบุตรหลานเดือนละประมาณ 1,000-3,000 บาท ซึ่งกรมสรรพากร คำนวณว่า หากรัฐจัดเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาทั้งในและนอกระบบจะสามารถจัดเก็บรายได้ๆประมาณ 4,000 ล้านบาท







