
‘ธนาธร-พิธา’ ชู ทุกจังหวัดไทยก้าวหน้า นำท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดอนาคตเอง
‘ธนาธร-พิธา’ ระบุ ข้าราชการไม่ตกงาน ไม่เสียสิทธิประโยชน์ จัดประชามติยกเลิกส่วนภูมิภาค-เลือก “นายกจังหวัด” ให้ประชาชนกำหนดอนาคตตัวเอง ชี้การกระจายอำนาจท้องถิ่นภายใน 4 ปี ท้องถิ่นทั่วประเทศจะได้งบเพิ่มขึ้น 2แสนล้านบาทต่อปี
ต่อเนื่องเมื่อวานนี้ (25 พ.ย.65) ที่อาคารก้าวไกล คณะก้าวหน้าร่วมกับพรรคก้าวไกล จัดกิจกรรม “ปลดล็อกท้องถิ่น” แลกเปลี่ยนพูดคุยการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 14 การปกครองท้องถิ่น จากการเข้าชื่อของประชาชนทั่วประเทศ 76,591 คน ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 29-30 พ.ย. 65 โดยในวันนี้ได้มีการแถลงนโยบาย “ทุกจังหวัดไทยก้าวหน้า” ซึ่งเป็นชุดนโยบายที่ 3 ต่อจาก “การเมืองไทยก้าวหน้า” และ “สวัสดิการไทยก้าวหน้า” โดยเป็นการแถลงร่วมกับคณะก้าวหน้า ที่นำเสนอผลงานการทำงานในระดับท้องถิ่นในรอบปีที่ผ่านมานั้นได้แก้ไขข้อจำกัดต่างๆ จากการขับเคลื่อนจาก “ล่างขึ้นบน” ผ่านการสร้างผู้บริหารท้องถิ่นที่มีศักยภาพ สามารถแก้ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่มากมายหลายเรื่องเป็นต้น 1.น้ำประปาดื่มได้ 2.กล่อง Baby box ของเด็กแรกเกิด 3.ระบบจัดการขยะที่มีมาตรฐาน 4.การสร้างงานและรายได้ผ่านการท่องเที่ยวชุมชน
“หลายท่านอาจจะได้ยินเรื่องสมาร์ทซิตี้ ไม่ว่าจะหน่วยงานรัฐ เอกชน ทุกคนพูดถึงหมดเลย ที่อ.อาจสามารถเป็นการนำสมาร์ทซิตี้มาใช้ในการบริหารจัดการโรงผลิตน้ำปะปาเต็มรูปแบบครั้งแรก เป็นสมาร์ทมิเตอร์ที่นี้ที่แรกในประเทศไทย ทำให้ต่อไปไม่ต้องมีใครมาจดค่าน้ำอีกแล้ว ไม่ต้องนั่งเขียนบิล และระบบความคุมความดัน ค่าความขุ่น ค่าความกรด-ด่าง คลอรีน ค่าโลหะหนักในน้ำ จะวัดด้วยเซ็นเซอร์และส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ส่วนกลาง เราติดตั้งที่เมื่อเดืนที่แล้ว ต.ค. ช่วยลดเวลาการเขียนบิล การทำงานจากเดิม 1 เดือนใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการจดค่าน้ำและเขียนบิล วันนี้เหลืออยู่ 2 ชั่วโมง ทำสำเร็จไปแล้วละจะเปิดให้องค์กรส่วนท้องถิ่นที่สนใจสามารถนำไปใช้ได้ เพราะเดือนต่อๆ ไปจะขยายไปเรื่องอื่นๆ เช่น ค่าขยะ ค่าธรรมเนียมภาษีต่างๆ ที่เขียนบิล อยากใช้ติดต่อได้เลย”
ขณะที่ด้านของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวเสริมว่า พรรคก้าวไกลมีเป้าหมายที่จะปลดล็อกความกระจุกตัวของอำนาจและความเจริญ ด้วยการทำให้ประชาชนทุกจังหวัดมีอำนาจและทรัพยากรในการกำหนดอนาคตของตัวเอง เพราะการกระจายอำนาจจะนำไปสู่การระเบิดพลังทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้งบประมาณถูกใช้อย่างถูกจุดโดยคนที่ใกล้ชิดกับปัญหาและรู้ปัญหาจริง เพื่อยกระดับบริการสาธารณะและสร้างงานใหม่ๆ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
“จากการศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ยืนยันถึงประโยชน์ของการกระจายอำนาจที่ถูกพิสูจน์ให้เห็นในหลายประเทศทั่วโลก การกระจายอำนาจจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตและลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ต่อหัวในแต่ละภูมิภาค ส่วนที่บางคนเชื่อว่ายิ่งกระจายอำนาจก็ยิ่งกระจายคอร์รัปชัน ผลการศึกษาในต่างประเทศกลับพบว่าหากทำควบคู่กับการเพิ่มเสรีภาพในการแสดงออก และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล การกระจายอำนาจกลับทำให้คอร์รัปชันลดลง”
โดยสำหรับชุดนโยบาย “ทุกจังหวัดไทยไทยก้าวหน้า” ของพรรคก้าวไกล แบ่งเป็น 4 ด้าน มีทั้งหมด 13 นโยบาย ได้แก่
“ผู้บริหารจังหวัดเรา เราเลือกเอง” ประกอบด้วย
1. ประชามติยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ไม่มีใครตกงาน-เสียประโยชน์
2. เลือกตั้งนายกจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ
3. เลือกตั้งนายกเขต ทุกเขตใน กทม.
4. ข้าราชการทุกสังกัด ศักดิ์และสิทธิเท่ากัน โยกย้ายก้าวหน้าได้
“งบจังหวัดเรา เราตัดสินใจเอง” ประกอบด้วย
5. เพิ่มงบจังหวัดจัดการตนเองทุกปี ได้แก่ ทั่วประเทศ 200,000 ล้านบาทต่อปี ภายใน 4 ปี จังหวัดละ 250 ล้านบาทต่อปี ภายใน 4 ปี เมืองละ 100 ล้านบาทต่อปี ภายใน 4 ปี ตำบลละ 20 ล้านบาทต่อปี ภายใน 4 ปี
6. ปรับสูตรกระจายงบให้เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่
7. ท้องถิ่นมีช่องทางหารายได้ใหม่ กู้เงิน-ออกพันธบัตร-ร่วมทุน
“บริการสาธารณะในพื้นที่เรา เราจัดการเอง” ประกอบด้วย
8. บริการสาธารณะถูก-เร็ว-ดี ท้องถิ่นจัดทำได้ทั้งหมด ยกเว้น ทหาร-ศาล-เงินตรา
9. ถ่ายโอน ถนน-คูคลอง-แหล่งน้ำ-ขนส่ง-สิ่งแวดล้อม-พิสูจน์สิทธิที่ดิน-โรงงาน-โรงแรม-สถานบริการ
10. ยกเลิกกฎระเบียบและคำสั่ง คสช. ที่ล็อกคอ-ล้วงลูกท้องถิ่น ภายใน 100 วัน
“ท้องถิ่นเรา เราร่วมตรวจสอบได้เอง” ประกอบด้วย
11. ท้องถิ่นโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลงบประมาณทุกบาท-จัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน
12. ประชุมสภาพลเมือง ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกท้องถิ่น ทุกไตรมาส
13. ประชาชนเข้าชื่อออนไลน์ เสนอโครงการ-ข้อบัญญัติ ถอดถอนท้องถิ่นได้
“จะพลิกประเทศทั้งในระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยหากเป็นรัฐบาล สิ่งที่จะทำใน 100 วันแรกคือการยกเลิกกฎระเบียบและคำสั่ง คสช. ทั้งหมดที่ล็อกคอ-ล้วงลูกท้องถิ่น ถัดมาภายใน 1 ปี คือการทำประชามติว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการเลือกตั้ง “นายกจังหวัด” ทุกจังหวัด และยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค โดยที่รับประกันว่าไม่มีใครตกงานหรือเสียประโยชน์ และในทุกๆปี รัฐบาลก้าวไกลจะค่อยๆ กระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะและพัฒนาพื้นที่ โดยภายใน 4 ปี ท้องถิ่นทั่วประเทศจะได้งบเพิ่มขึ้น 200,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการเพิ่มงบ อบจ. ละ 250 ล้าน เมืองละ 100 ล้าน ตำบลละ 50 ล้านบาท ต่อปี โดยเฉลี่ย” นายพิธา กล่าว
ขณะที่ “นายวรภพ วิริยะโรจน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า นโยบายทุกจังหวัดไทยก้าวหน้าประกอบด้วย 4 ข้อสำคัญ ได้แก่
1.การวางโรดแมปไปสู่การเลือกตั้ง “นายกจังหวัด” ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดในจังหวัดแทนผู้ว่าราชการที่มาจากการแต่งตั้ง
2.การเพิ่มงบจังหวัดจัดการตนเอง
3.การปลดล็อกกฎระเบียบให้ท้องถิ่นจัดทำบริการสาธารณะและแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทั้งหมด
4.การเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
โดยการปฏิรูประบบราชการครั้งนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนการทำงานของข้าราชการบางส่วนในแต่ละพื้นที่ จากเดิมที่ทำงานแยกกันภายใต้อธิบดีกรมหรือปลัดกระทรวงที่อยู่ที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นทำงานร่วมกันภายใต้ผู้บริหารท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกในพื้นที่โดยตรง โดยจะเป็นการออกแบบระบบราชการที่ทำให้ศักดิ์และสิทธิของข้าราชการทุกสังกัดเท่าเทียมกัน มีกลไกรองรับการถ่ายโอนโยกย้ายระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น
“พรรคก้าวไกลขอยืนยันกับข้าราชการทุกคนที่สังกัดส่วนภูมิภาคและสังกัดส่วนท้องที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่า “ทุกตำแหน่งแห่งหนจะยังคงอยู่ ทุกสิทธิประโยชน์จะยังคงเดิม และทุกความก้าวหน้าจะยังคงมี ผมเชื่ออย่างสุดใจ ว่าภารกิจนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ทุกจังหวัดในประเทศไทยก้าวหน้า ถ้าประชาชนเป็นคนเลือกนายกจังหวัดแล้ว จะไม่มีรัฐบาลไหนเปลี่ยนกลับมาให้มีผู้บริหารจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งได้อีก นี่จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่ไม่มีวันย้อนกลับได้”
ส่วนทางด้านของ “นายปดิพัทธ์ สันติภาดา” ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล กล่าวเสริมในส่วนของภาคประชาชนที่จะได้อะไรจาก “การกระจายอำนาจ” ที่บอกว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น โดยยกภาพตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน
“ในช่วงเช้า คนภาคเหนือจะไม่ต้องตื่นมาสูดอากาศที่เป็นมลพิษ เพราะปัญหาไฟป่าจะได้รับการจัดการที่ดีขึ้น อาสาสมัครป้องกันไฟป่าจะได้รับการฝึกอบรม มีอุปกรณ์และเครื่องมือที่เพียงพอ ลดความเสี่ยงในการสูญเสียชีวิต
“ในช่วงกลางวัน คนภูเก็ตหรือคนขอนแก่น ก็อาจจะได้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ผลักดันมายาวนาน เช่น รถราง รถไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะเงินไม่พอและไม่มีอำนาจตัดสินใจ ในช่วงเย็น ประชาชนจะมีสวนสาธารณะใกล้บ้านสำหรับพักผ่อนและเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันของคนทุกกลุ่ม แต่ที่ผ่านมาเทศบาลไม่สามารถใช้งบประมาณด้านวัฒนธรรมเพื่อจัดงานคริสต์มาสได้ เพราะส่วนกลางกำหนดให้จัดได้แค่งานวัฒนธรรมไทย
“ช่วงค่ำประชาชนจะออกไปสังสรรค์ใกล้บ้านได้สะดวก หากกระจายอำนาจให้นายกจังหวัดจัดการผังเมืองได้ ไม่ถูกจำกัดโดยการจัดโซนนิ่งของรัฐส่วนกลาง ที่บางครั้งทำให้สถานที่สังสรรค์มีที่ตั้งอยู่ห่างไกล”







