
ดอลลาร์เปิดศักราชใหม่ มาตรการ QE2 หนุนแข็งค่า
เหมือนว่ามาตรการ QE2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการปั๊มทุนเข้าสู่ระบบการเงินจนกดเงินเหรียญสหรัฐให้อ่อนค่าลงจะเริ่มไม่ได้ผล เพราะกลับกลายเป็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้น แม้จะเป็นการแข็งค่าเพียงเล็กน้อย แต่มีจังหวะที่ต่อเนื่อง ซึ่งหากคงแนวโน้มนี้ต่อไป ไม่เพียงกระทบต่อความคาดหวังต่อมาตรการ QE2 เท่านั้น แต่จะกระทบต่อความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคงด้วย
เหมือนว่ามาตรการ QE2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการปั๊มทุนเข้าสู่ระบบการเงินจนกดเงินเหรียญสหรัฐให้อ่อนค่าลงจะเริ่มไม่ได้ผล เพราะกลับกลายเป็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้น แม้จะเป็นการแข็งค่าเพียงเล็กน้อย แต่มีจังหวะที่ต่อเนื่อง ซึ่งหากคงแนวโน้มนี้ต่อไป ไม่เพียงกระทบต่อความคาดหวังต่อมาตรการ QE2 เท่านั้น แต่จะกระทบต่อความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคงด้วย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เหมือนว่ามาตรการ QE2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการปั๊มทุนเข้าสู่ระบบการเงินจนกดเงินเหรียญสหรัฐให้อ่อนค่าลงจะเริ่มไม่ได้ผล เพราะกลับกลายเป็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้น แม้จะเป็นการแข็งค่าเพียงเล็กน้อย แต่มีจังหวะที่ต่อเนื่อง ซึ่งหากคงแนวโน้มนี้ต่อไป ไม่เพียงกระทบต่อความคาดหวังต่อมาตรการ QE2 เท่านั้น แต่จะกระทบต่อความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคงด้วย
ปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวโน้มที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ แม้จะดีขึ้นมาในบางส่วน แต่ก็มากพอที่นักลงทุนจะเริ่มมีทัศนะในด้านบวกต่อสหรัฐขึ้นมาบ้าง ดังจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นวอลสตรีตปรับลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ตัวเลขเกี่ยวกับตลาดงานในสหรัฐค่อนข้างน่าผิดหวัง
ถึงขนาดที่ว่านักวิเคราะห์บางรายไม่ยี่หระกับตัวเลขการจ้างงานที่ต่ำลง เนื่องจากการเก็บข้อมูลการจ้างงานยังมีช่องโหว่ ตรงที่การจ้างงานส่วนใหญ่ยังมิใช่การจ้างแบบเต็มเวลา ภาคธุรกิจยังลังเลที่จะจ้างแบบเต็มเวลา เพราะจับตาที่ปัจจัยอื่น ซึ่งมีการฟื้นตัวที่เป็นรูปธรรมมากกว่า
กล่าวโดยสรุปก็คือ นักลงทุนและภาคธุรกิจเริ่มที่จะมองตัวเลขการจ้างงานเป็นปัจจัยรองๆ ลงไป หากนำมาพิจารณาถึงแนวโน้มการฟื้นตัว
ปัจจัยอื่นๆ ที่มีความสำคัญกว่าตัวเลขตลาดงาน ได้แก่ ยอดค้าปลีก ยอดขายบ้าน ยอดขายรถ ยอดสั่งซื้อจากภาคอุตสาหกรรม และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคการบริโภค ซึ่งมีสัดส่วนถึง 3 ใน 4 ของเศรษฐกิจสหรัฐ และในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเหล่านี้เริ่มปรับขึ้นมาในทิศทางบวก ยังผลให้กระแสความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนบวกตามไปด้วย แม้ตัวเลขการจ้างงานจะยังไม่ตรงเป้าที่รัฐบาลได้วางไว้ให้เป็นหมายหลักของการฟื้นตัว
ทั้งนี้ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังประเมินไว้ด้วยว่า อาจใช้เวลากว่า 45 ปี กว่าที่ตลาดแรงงานจะเข้าที่เข้าทาง การประเมินนี้ยิ่งทำให้นักลงทุนเริ่มสลัดตัวจากความคาดหวังในตลาดแรงงาน และหันไปมองปัจจัยที่ให้ความหวังมากกว่า
อีกปัจจัยที่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมา คือสถานการณ์ในยุโรปที่เลวร้ายลงทุกวัน
วิกฤตหนี้สาธารณะที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสเปนและโปรตุเกส ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นในเงินยูโรสั่นคลอนรุนแรงขึ้น ยังผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินยูโรต่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งปัจจัยนี้นับเป็นปัจจัยภายนอกที่สหรัฐมิได้คาดหวังมาก่อน
จะเห็นได้ว่าผลสรุปการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ปรากฏว่าเฟดแสดงความกังวลว่าวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งแม้จะมีการเปิดเผยมูลเหตุของประเด็นนี้เพียงเล็กน้อย แต่เป็นที่ชัดเจนว่าเฟดกำลังกังวลว่าเงินเหรียญสหรัฐกำลังแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป
ด้วยเพราะการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐยังผลให้สหรัฐจะยิ่งขาดดุลมากขึ้น แม้ตัวเลขในภาคการบริโภคจะคึกคัก แต่อีกมุมหนึ่งกลับมีอาการย่ำแย่ลง ยังมิต้องเอ่ยถึงตลาดงานที่อาการยังลูกผีลูกคน
ความลักลั่นที่สหรัฐกำลังประสบอยู่นั้น เกี่ยวพันกับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐโดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกอีกจำนวนหนึ่งที่จะผลักให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการปรับค่าเงินเรียลให้อ่อนค่าลงของรัฐบาลบราซิล เพื่อปกป้องภาคส่งออก หลังจากที่มาตรการ QE2 เริ่มส่งผลกระทบต่อนานาประเทศ โดยที่บราซิลเป็นประเทศตัวตั้งตัวตีในการตำหนิสหรัฐที่ใช้มาตรการกดค่าเงินของตนเอง บนความวอดวายของค่าเงินของประเทศอื่นๆ
ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังเห็นดีเห็นงามกับการกระทำของบราซิล อีกทั้ง จอห์น ลิปสกี รองผู้อำนวยการ IMF ยังแนะให้รัฐบาลสหรัฐรีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินการคลังครั้งใหญ่เพื่อลดภาวะขาดดุลอย่างรุนแรง
ด้านสำนักงานตรวจสอบการเงิน (FSS) ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เตรียมใช้มาตรการจับตากระแสทุนนอกที่กำลังไหลบ่าเข้าประเทศ หรือ Hot Money เพื่อปกป้องระบบการเงินภายในจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการนี้จะส่งผลให้ค่าเงินวอนมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากแข็งค่าอย่างรวดเร็วมากตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
แม้ท่าทีของเกาหลีใต้จะเป็นปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐในทางอ้อม แต่ก็นับว่าช่วยผลักให้เงินเหรียญสหรัฐไปสู่ทิศทางขาขึ้นได้ไม่น้อย
Wells Fargo สถาบันการเงินชั้นนำคาดการณ์ว่า เงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าต่อเงินยูโรที่ 5% และจะแข็งค่าต่อเงินเยนที่ 11% ยังผลให้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินที่น่าลงทุนมากที่สุดในปีนี้
Wells Fargo ชี้ว่ามูลเหตุที่เงินเหรียญสหรัฐมีทิศทางที่บวกขึ้น มาจากมาตรการซื้อพันธบัตรโดยเฟด ตามมาตรการ QE2 ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐพลอยคึกคักตามไปด้วย
ขณะที่ดัชนีความเคลื่อนไหวของเงินเหรียญสหรัฐจากการสำรวจโดยบริษัท Intercontinental Exchange พบว่า เงินสกุลนี้ปรับขึ้นมา 7.1% มาอยู่ที่ 81.012 จุด จากระดับต่ำสุดเมื่อปีที่แล้วที่ 75.631 จุด เมื่อวันที่ 4 พ.ย. หรือ 1 สัปดาห์ก่อนที่เฟดจะประกาศใช้มาตรการ QE2
การปรับขึ้นมาของเงินเหรียญสหรัฐมีผลดีเช่นกัน โดยประการสำคัญที่สุด คือผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อสูงขึ้น เท่ากับเป็นการกระตุ้นพลวัตหลักของเศรษฐกิจโดยตรง
นอกจากนี้ ยังจะช่วยหลีกเลี่ยงสงครามการค้า หลังจากที่บราซิลและจีนเริ่มแสดงความไม่พอใจที่สหรัฐบงการค่าเงินของตนทางอ้อม หลังจากที่เคยบีบจีนเรื่องค่าเงินหยวนมาโดยตลอด แต่ครั้นค่าเงินของตนอ่อนค่าลงอย่างไม่เป็นธรรมชาติกลับสงวนท่าที
บราซิลนั้นถึงกับเตือนก่อนใช้มาตรการปรับค่าเงินเรียลว่า สงครามการค้าเริ่มที่จะฉายแววให้เห็นชัดขึ้นแล้ว เนื่องจากภาคส่งออกกระทบอย่างหนัก
สำหรับผลเสียจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่รัฐบาลสหรัฐไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง คือตัวเลขขาดดุลจะยิ่งเลวร้ายลง ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐต้องจำยอมรับโดยดุษณี ซ้ำยังไม่อาจตำหนิจีนและบราซิลเรื่องบงการค่าเงินได้อย่างเต็มปากอีกต่อไป
อย่างน้อยสหรัฐคงเริ่มรู้สึกบ้างแล้วว่า ผลของการถูกปัจจัยจากภายนอกผลักดันให้สกุลเงินของตัวเองแข็งค่าขึ้นนั้น เป็นเรื่องเจ็บปวดมากเพียงใด







