posttoday
ประเทศไทยต้องการผู้ประกอบการใหม่

ประเทศไทยต้องการผู้ประกอบการใหม่

11 มกราคม 2554

....สมชาย สกุลสุรรัตน์

ตั้งแต่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงจากการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลและธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ก็มีการพูดกันหนาหูว่า ประเทศไทยจะต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน มิฉะนั้นเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัญหาในอนาคต

ท่านผู้รู้หลายท่านเสนอให้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสช่วงที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า ให้ผู้ประกอบการลงทุนซื้อหรือปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม หรือเสนอให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความต้องการเงินเหรียญสหรัฐที่จะเอาไปใช้ลงทุน และเพื่อสร้างกำไรในอนาคตเมื่อธุรกิจที่ลงทุนไว้มีกำไร จะได้ส่งกลับมาเป็นรายได้ของประเทศ

ผมลองถามเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ส่งออกและผลิตสินค้าเพื่อส่งออกและขายในประเทศว่า ได้เริ่มลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตลอดจนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์หรือยัง เจ้าพวกนี้มองหน้าผมด้วยความสมเพชว่า นอกจะไร้เดียงสาแล้วยังพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก ท่านผู้อ่านที่อ่านแล้วไม่รู้เรื่องว่า ที่เขียนมาย่อหน้านี้หมายความว่าอะไร อย่าไปเสียเวลาค้นคว้า...ความหมายเลยครับ เพราะคนเขียนก็ไม่ทราบเหมือนกัน เห็นเขาพูดๆ กันเลยลอกมาเขียนบ้าง เพราะเขียนแล้วดูโก้ดี ฟังดูเหมือนนักวิชาการหรือข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมือง

พอถามใหม่ว่า ทำไม...ถึงไม่ยอมลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ๆ ที่ทันสมัยกว่าเดิมมาผลิตสินค้าเพื่อลดต้นทุนการผลิต จะได้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศได้ ยามที่เงินบาทแข็งค่า ราคาเครื่องจักรน่าจะลดลง และทำไมไม่ลงทุนเพื่อค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าหรือสร้างสินค้าใหม่ๆ ขายได้ราคากว่าเดิม

เพื่อนผมมันย้อนถามผมว่า ถ้าเป็น...จะซื้อเครื่องจักรใหม่ตอนที่ผลิตสินค้าขายไม่ทัน เพราะออร์เดอร์เข้ามาเพียบ หรือจะซื้อตอนที่ต้องลด แลก แจก แถม ถึงจะขายสินค้าได้ หรือตอนที่ใช้กำลังการผลิตของเครื่องจักรเดิมอยู่แค่ 6070% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่เดิม มันถามผมอีกว่า ในฐานะที่เคยทำงานธนาคารมาก่อน จะให้มันกู้มาเพื่อค้นคว้าวิจัยไทย ถ้าบริษัทของมันกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แค่หาเงินมาเลี้ยงลูกน้องไม่ให้ตกงานก็เหงื่อตกแล้ว

ผมฟังแล้วยกมือไหว้ประชดมันหนึ่งที แล้วบอกเพื่อรักษามิตรภาพ เลิกคุยเรื่องนี้แล้วหันมานินทานักการเมืองต่อดีกว่า เพราะดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไปด้วยกันได้ ส่วนจะนินทาเรื่องอะไรเป็นเรื่องของผมกับเพื่อน คนอื่นไม่เกี่ยวครับ

หลังจากนั้นผมกลับมานั่งคิดดู ก็ชักจะคล้อยตามเพื่อน แต่ยังปักใจว่า ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในโลกที่ไร้พรมแดนในปัจจุบันและอนาคต

ผมสรุปเอาเองว่า การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น ไม่ใช่มาทำเอาตอนที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหา แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ยังอยู่ในระบบ และมีการดำเนินการโดยต่อเนื่องจึงจะเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการพูด พูด และพูด ว่าควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ใครก็พูดได้ แต่ภาคปฏิบัตินั้นต้องอาศัยทั้งโอกาส เวลา กำลังเงิน และกำลังคนในการพัฒนา

ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ในขณะที่ใครต่อใครเดือดร้อน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์บางแห่งกลับสร้างกำไรอย่างมหาศาล โดยเฉพาะบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเกษตรอุตสาหกรรม ที่ได้ลงทุนพัฒนาค้นคว้าวิจัยพันธุ์พืชและสัตว์ต่อเนื่องกันมานับสิบปี

การพัฒนาพันธุกรรมพืชและสัตว์ให้มีผลผลิตสูง เติบโตไว ทนทานต่อโรคนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมาทำตอนที่ธุรกิจกำลังมีปัญหา เพราะถึงแม้จะมีเงินมีทองให้ใช้เพื่อค้นคว้าวิจัย แต่กว่าจะได้ผลตามที่ต้องการก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้สายพันธุ์ที่ต้องการ เพราะการพัฒนาสายพันธุ์อาจเริ่มตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย ไปได้ผลเอารุ่น หลาน เหลน โหลน ไม่ใช่ประเภทเปิดปั๊บ ติดปุ๊บ เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า

ว่ามาถึงตรงนี้ จะเห็นสัจธรรมว่า ธุรกิจใดก็ตามที่ไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ท้ายที่สุดก็คงอยู่ไม่ได้ในโลกยุคใหม่ การฝืนใส่เงินเข้าไปในธุรกิจที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน ก็เหมือนกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างที่คนโบราณท่านว่าไว้

เศรษฐกิจไทยนั้นความจริงอยู่ในมือของคนจำพวกน้อยไม่กี่ตระกูล ปัจจุบันอยู่ในมือของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน รายได้การกำกับดูแลของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ซึ่งเคยบริหารธุรกิจมาก่อนยุควิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ผู้ประกอบการใหม่จริงๆ จากครอบครัวคนธรรมดาสามัญนั้น ผมคิดว่ามีน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็ไปเป็นลูกจ้างเอกชนหรือลูกจ้างหลวง คือ เป็นข้าราชการไปตามระเบียบ

ผมก็เชื่ออีกเหมือนกันว่า ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจไทยมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน คงไม่ใช่การแนะนำให้ผู้ประกอบการลงทุนซื้อเครื่องจักรในขณะที่ธุรกิจกำลังมีปัญหา แต่ต้องสร้างให้ธุรกิจไหนมีจิตวิญญาณหรือสปิริตของการยอมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปข้างหน้า

ประเทศไทยต้องการผู้ประกอบการใหม่ๆ เพราะผู้ประกอบการใหม่นั้นเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง (An Entrepreneur is an agent of change the concise encyclopedia of economic by Russell S. sobel)

ผู้ประกอบการที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Entrepreneur หรือภาษาไทยเรียกว่า เถ้าแก่ คือ ผู้ที่มองเห็นช่องทางที่จะนำทรัพยากรต่างๆ มารวมกัน ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการเป็นผู้สร้างและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการเล็กๆ ระดับโลกที่สร้างตัวขึ้นมาจนเป็นอัครมหาเศรษฐี เช่น บิล เกตส์ นั้น ปัจจุบันเป็นเจ้าของโปรแกรมวินโดวส์ ที่ใช้เพื่อทำงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานกว่า 90% ของคอมพิวเตอร์ทั่วโลก

เศรษฐกิจในอดีตก็ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของผู้ประกอบการที่หอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาจากเมืองจีนโดยเรือสำเภา ในปัจจุบันที่รู้จักกันดีก็มีหลายราย เช่น เถ้าแก่น้อยที่เอาสาหร่ายทะเลมาทอดขาย แต่เมื่อนับจำนวนกันจริงๆ ยังน้อยมาก ถ้าไม่นับแม่ค้าขายน้ำตกส้มตำ

ปัญหาหลักที่ทำให้นายช่างที่อยากเป็นเถ้าแก่ผลิตชิ้นส่วนขาย ทำให้บรรณาธิการหรือนักข่าวที่มีแหล่งข่าว คือ วิชาความรู้ในวิชาชีพไม่สามารถออกหนังสือของตัวเองได้ ทำให้ลูกจ้างรับจ้างขับรถบรรทุกไม่สามารถเป็นเถ้าแก่บริษัทขนส่งนั้น อยู่ที่คนเหล่านี้ไม่มีเงินที่จะลงทุนลำพังเงินเดือนที่ได้รับ กว่าจะเก็บหอมรอมริบเป็นเงินก้อนเพื่อเอามาลงทุนได้ ก็เสียจังหวะเวลาและโอกาสในการลงทุนไปเรียบร้อยแล้วในโลกที่เทคโนโลยีและธุรกิจเปลี่ยนแปลงทุกวินาทีอย่างเช่นปัจจุบัน

เขียนไปเขียนมา เพียงอยากขอให้ใครที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าไม่มีเอเยนต์ของความเปลี่ยนแปลง (Agent of Change) จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69