
เสียงเอกฉันท์ สภาเห็นชอบส่งครม.ทำประชามติแก้รธน.ฉบับใหม่
มติสภาฯเห็นชอบ232เสียง ทำประชามติถามประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่งให้สว.ลงมติอีกขั้นก่อนเสนอครม.
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานที่ประชุม ลงมติเอกฉันท์ 323 เสียง ญัตติของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. กทม. พรรคก้าวไกลและ นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สภาพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้งนี้ หลังจากที่สภาฯ ลงมติในญัตติดังกล่าวแล้วต้องส่งให้วุฒิสภา ลงมติอีกครั้งว่าจะเห็นชอบกับญัตติดังกล่าวหรือไม่ หากวุฒิสภาลงมติเห็นชอบจึงมีผลที่จะส่งให้ ครม. รับไปพิจารณาว่าจะรับไปดำเนินการตามมติหรือไม่ แต่หากวุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบจะถือว่าญัตติดังกล่าวต้องยุติลง เนื่องจากตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 มาตรา 9 (4) กำหนดให้รัฐสภาพิจารณาและมีมติเรื่องที่่สมควรให้มีการออกเสียงประชามติ และแจ้งต่อคณะรัฐมนตรี
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความหวังว่าส.ว. จะร่วมเห็นชอบกับแนวทางของพรรคก้าวไกล ด้วยการโหวตให้เกินครึ่งเพราะหากย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 สภาฯเคยมีญัตติโหวตให้มี ส.ส.ร. จากนั้น เดือนมีนาคม 2564 ส.ว. คว่ำญัตติดังกล่าว โดยหยิบยกเหตุผลว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องจัดประชามติก่อน ดังนั้นครั้งนี้ส.ว.คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เห็นชอบกับพรรคก้าวไกล
ทั้งนี้ 3 เหตุผลสำคัญที่จะต้องจัดประชามติพร้อมเลือกตั้ง ข้อแรก คือประหยัดงบประมาณในการจัดการ ข้อที่สอง เป็นเรื่องของหลักการทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด และข้อสาม เป็นเรื่องการแสดงออกอย่างนัยยเพราะหากมีการจัดประชามติ ประเทศไทยมีโอกาสจะเปลี่ยนกฎหมายสูงสุดของประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะผู้เสนอแคมเปญ reset ประเทศไทย กล่าวว่าในส่วนของภาคประชาชน แคมเปญeset ประเทศไทยใช้การเข้าชื่อของประชาชนจำนวน60,000รายชื่อโดยไม่ต้องอาศัยเสียงของส.ว.ซึ่งหากมีประชาชนร่วมเข้าชื่อครบตามจำนวนดังกล่าวก็สามารถส่งไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ทันทีโดยไม่ต้องหวังเสียงของส.ว. ดังนั้นเชื่อว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ครม. ล้มมตินี้







