
ระวังเถอะพ่อคุณ
อย่างกับผึ้งแตกรังภายหลังการประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล โดยหลายคนมีมุมมองแตกต่างกันออกไป
อย่างกับผึ้งแตกรังภายหลังการประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล โดยหลายคนมีมุมมองแตกต่างกันออกไป
รัฐบาลยังยืนยันด้วยความภาคภูมิใจเป็นการคิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ขณะที่ฝ่ายค้านรวมถึงนักวิชาการบางคนก็ออกมาสับแหลกว่าไม่มีมรรคผล
และบรรดาคนที่ออกมาวิจารณ์ประชาวิวัฒน์ ต้องยกให้ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. พูดไว้อย่างน่าคิด
ประเสริฐมองไปที่ประเด็นการตรึงราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีในภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ในระยะยาว เนื่องจากต่อไปรถยนต์จะหันมาใช้ก๊าซหุงต้มแทนน้ำมันส่งผลให้มีปั๊มก๊าซหุงต้มเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการใช้ก๊าซต้องขยับตัวพรวดพราด
สิ่งที่จะตามมาก็คือไทยจะต้องนำเข้าก๊าซหุงต้มในปริมาณสูงขึ้น โดยรัฐบาลตรึงราคาก๊าซ ตั้งแต่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ปัจจุบันน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นมา 45 เท่า อยู่ที่ระดับ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว แต่ก็ยังตรึงราคาคงเดิม
จากคำพูดของประเสริฐ หากไปดูราคาก๊าซหุงต้ม ก็ยิ่งเห็นสัญญาณอันตราย เพราะรัฐบาลตรึงราคาก๊าซหุงต้มที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 930 เหรียญสหรัฐ/ตัน เท่ากับต้องชดเชยตันละ 600 เหรียญสหรัฐ
ไทยนำเข้าก๊าซหุงต้ม 1.31.5 แสนตัน/เดือน คิดง่ายๆ ต้องใช้เงินชดเชย 2,3002,700 ล้านบาท หรือปีละ 23 หมื่นล้านบาท
ในอนาคตเมื่อน้ำมันแพง แล้วรัฐบาลไปตรึงราคาก๊าซหุงต้ม การใช้ก๊าซก็ต้องเพิ่ม และยอดการชดเชยต้องมากเป็นทวีคูณ
ที่สำคัญการใช้ก๊าซหุงต้มเติมรถยนต์เหมือนเอาไม้สักมาเผาถ่านทำฟืน เนื่องจากก๊าซหุงต้มราคาแพงและน่าเอาไปใช้อย่างอื่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการเผาเล่น
หลากหลายรัฐบาลพยายามให้ประชาชนหันไปใช้ก๊าซธรรมชาติหรือเอ็นจีวีแทน ขณะนี้ราคาก๊าซธรรมชาติก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ปรับราคาไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลไปตรึงราคาก๊าซหุงต้มนั่นเอง
ใครขายก๊าซธรรมชาติก็ต้องขาดทุน ผลสุดท้าย การลงทุนเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ และพลังงานทดแทนจะต้องล้มครืน อันเนื่องมาจากการตรึงราคาก๊าซ
นี่แหละ ประชาวิวัฒน์จึงกลายเป็นพรมที่มีฝุ่นซุกอยู่มากมาย และน่าห่วงจะเป๋ไปเป๋มา จนไม่ใช่การคิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ เสียแล้ว
ระวังเถอะจะเป็น “จิ๊กนอกงบ จกนอกตำรา” เข้าให้







