
วิกฤตที่ยังห่างไกล เอเซียกับราคาอาหารติดจรวด
สิ่งที่รัฐบาลในเอเชียกำลังหวาดกลัวกันหนักหนา คือโอกาสที่ภาวะราคาอาหารแพงอาจกลายเป็นวิกฤตที่ก่อผลสะเทือนและความเสียหายในมิติต่างๆ ดังเช่นที่ทั่วโลกเคยเผชิญกับวิกฤตนี้ระหว่างปี 2550-2551
สิ่งที่รัฐบาลในเอเชียกำลังหวาดกลัวกันหนักหนา คือโอกาสที่ภาวะราคาอาหารแพงอาจกลายเป็นวิกฤตที่ก่อผลสะเทือนและความเสียหายในมิติต่างๆ ดังเช่นที่ทั่วโลกเคยเผชิญกับวิกฤตนี้ระหว่างปี 2550-2551
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สิ่งที่รัฐบาลในเอเชียกำลังหวาดกลัวกันหนักหนา คือโอกาสที่ภาวะราคาอาหารแพงอาจกลายเป็นวิกฤตที่ก่อผลสะเทือนและความเสียหายในมิติต่างๆ ดังเช่นที่ทั่วโลกเคยเผชิญกับวิกฤตนี้ระหว่างปี 2550-2551 ซึ่งครั้งนั้นเหตุการณ์คลี่คลายลงระดับหนึ่ง เนื่องจากทั่วโลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสียก่อน ยังผลให้ระดับความต้องการสินค้าและบริการปรับลดลงมา จึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อตามไปด้วย
ในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น สัญญาณของวิกฤตราคาอาหารเริ่มปรากฏชัดขึ้นทุกขณะ ถึงขั้นที่บางประเทศนอกภูมิภาคเอเชียเผชิญกับวิกฤตราคาอาหารขั้นสาหัส จนเกิดจลาจลนองเลือดมีผู้เสียชีวิตดังเช่นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในแอลจีเรีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย บาดเจ็บอีกนับร้อย จนรัฐบาลต้องประกาศลดราคาอาหารที่จำเป็นลงเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
แต่เอเชียอาจไม่ประสบกับชะตากรรมที่เลวร้ายถึงเพียงนั้น เพราะภาวะอาหารแพงในภูมิภาคนี้มีเงื่อนไขที่ต่างออกไป อีกทั้งยังแตกต่างจากวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นระหว่างปี 2550-2551 จึงมีโอกาสสูงที่สถานการณ์ในเอเชียจะไม่ขยายวงจนกลายเป็นความรุนแรง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550-2551 วิกฤตการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนอาหารเป็นหลัก ส่วนมูลเหตุที่ทำให้อาหารขาดแคลนนั้น เกี่ยวเนื่องกับสภาพอากาศโลกที่แปรปรวน ยังผลให้พื้นที่เพาะปลูกถูกทำลายในบางประเทศ เช่น ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวมากที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นหลายระลอกจนพื้นที่เพาะปลูกเสียหายในหลายพื้นที่
ที่พม่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวแถบปากแม่น้ำอิรวดี ถูกทำลายย่อยยับจากพายุไต้ฝุ่นนาร์กิส ยังผลให้แทนที่พม่าจะส่งออกข้าวได้ถึง 6 แสนตัน กลับต้องนำเข้าข้าวอย่างขนานใหญ่
ที่ออสเตรเลีย ประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบกับภาวะแห้งแล้งในพื้นที่อื่นๆ พร้อมกัน ยังผลให้ผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ดิ่งลงถึง 98% ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกดขึ้นกับออสเตรเลียในครั้งนั้นกำลังเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้งในขณะนี้
แต่สภาพอากาศแปรปรวนมิใช่ปัจจัยหลักที่ผลักไสราคาอาหารให้สูงขึ้น
มูลเหตุที่สำคัญที่สุด สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนยังผลให้เกิดกระแสสนับสนุนให้พัฒนาพลังงานทางเลือกจากพืช จนหลายประเทศนำพืชที่เคยใช้เป็นอาหารมาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพอย่างขนานใหญ่ ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันปาล์ม และราคาอ้อยถีบตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบสำคัญของพลังงานชีวภาพ
เมื่อมูลเหตุทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกัน โลกจึงประสบกับภาวะขาดแคลนอย่างเต็มพิกัด เพราะขาดทั้งข้าวเจ้าและข้าวสาลีจากการทำลายล้างโดยภัยธรรมชาติ อีกทั้งยังขาดส่วนประกอบสำคัญในการปรุงอาหาร คือน้ำมันพืชและน้ำตาล
แรงบีบคั้นจากรอบด้านมิได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่มีรายได้ดี (แต่กุมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ในอัตราส่วนใหญ่) แต่ส่งแรงบีบคั้นอย่างรวดเร็วไปถึงกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก
แม้ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจะควบคุมโดยคนกลุ่มน้อยที่บงการแนวทางทางการเมืองเช่นกัน แต่เสถียรภาพของคนกลุ่มนี้จะสั่นคลอนลงในทันที ประชาชนส่วนใหญ่ต้องอดอยากปากแห้ง
ผลที่ติดตามมาคือเหตุจลาจลที่ลุกลามไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย แทบไม่มีประเทศใดที่หลบพ้นความโกลาหลนี้ ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน พม่า และฟิลิปปินส์
รัฐบาลหลายประเทศได้พยายามงัดมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อลดความโกรธเกรี้ยวของคนในสังคม และเพื่อรักษาสถานะของรัฐบาลมิให้สั่นคลอนลง
บางประเทศประสบความสำเร็จ แต่บางประเทศติดตามมากด้วยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นี่คือแรงกระเพื่อมที่รุนแรงจากวิกฤตอาหาร!
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เกี่ยวกับราคาอาหารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีเงื่อนไขที่ค่อนข้างแตกต่างจากวิกฤตปี 2550-2551
ประการแรก ภาวะขาดแคลนอาหารยังไม่รุนแรง เพราะอาหารจำเป็นอย่างข้าวและน้ำตาล ยังมีราคาไม่สูงมากนัก แต่ราคาอาหารที่ปรับขึ้นมาส่วนใหญ่มักเป็นพืชผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่
ประการที่สอง และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด นั่นคือ เอเชียมีอัตราการขยายตัวที่รวดเร็ว ยังผลให้กระแสทุนนอกไหลบ่า กอปรกับตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานาน ยังผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น
ด้วยสาเหตุนี้ วิธีการแก้ปัญหาจึงไม่ยากเย็นไปกว่าการขึ้นดอกเบี้ย หรือปล่อยให้ค่าเงินแข็งขึ้น ซึ่งต่างจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมูลเหตุสำคัญอยู่ที่ผลผลิตอาหารอยู่ในระดับต่ำมาก
ทั้งนี้ มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ ราคาน้ำมันที่เริ่มร้อนแรงอีกครั้ง แต่หากราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นมาเกิน 100 เหรียญสหรัฐ ดังเช่นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แรงบีบคั้นในตลาดจะยังมีไม่มากนัก
หากเกิดปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ จีนและอินโดนีเซีย ซึ่งไม่เพียงมีอัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูงเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพค่อนข้างต่ำในการสลายแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก ทำให้ยากที่จะควบคุมความต้องการสินค้าและบริการ โดยที่จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ขณะที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ เกาหลีใต้และเวียดนาม ซึ่งไม่เพียงผลิตอาหารได้เพียงพอ แต่ยังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่
หาก 2 ประเทศนี้เผชิญกับภาวะราคาอาหารแพงอย่างรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเอเชียจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตอย่างเต็มปาก
แม้จะยังไม่ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤต แต่การที่โลกกลับมาเผชิญกับภาวะบีบคั้นด้านราคาอาหารอีกครั้ง ในชั่วระยะเวลาเพียง 2 ปี นับเป็นสัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่ง อีกทั้งช่วงเวลาเว้นระยะไป 2 ปีนั้น หาใช่เป็นเพราะวิกฤตการณ์คลี่คลายลงด้วยตัวเองไม่ แต่เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยเข้ามาขวางอย่างฉับพลัน
หากไม่เกิดวิกฤตการเงินโลกและภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกแล้ว ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ภาวะราคาอาหารแพง และอาหารขาดแคลนจะลากยาวมาจนถึงเวลานี้อย่างแน่นอน
สัญญาณนี้เท่าเป็นการย้ำว่า บัดนี้โลกกำลังคืบคลานเข้าสู่ฉากแรกของสงครามแย่งชิงอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว







