
ปัญหาโลกแตกขาดแคลนแรงงาน รัฐ-เอกชนจูนคลื่นไม่ติด?
...วิทยา ปะระมะ
โครงสร้างแรงงานของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปมากหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 25512552 จากเดิมที่ภาคอุตสาหกรรมใช้กำลังแรงงานมากที่สุดคือ 55.58% รองลงมาคือภาคบริการ 42.81% และภาคเกษตร 1.61%
หลังจากพ้นวิกฤตไปแล้วพบว่ากำลังแรงงานเปลี่ยนมาอยู่ในภาคบริการสูงถึง 61.46% ที่เหลืออยู่ในภาคอุตสาหกรรม 34.52% และภาคเกษตร 4.02%
ไม่แปลกที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะออกมาโวยวายเรื่องการขาดแคลนแรงงานกันตั้งแต่ต้นปี 2553 เรื่อยมา
ตัวเลขที่ ส.อ.ท. หยิบยกมาหารือร่วมระหว่างผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ใน 6 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรกลและโลหะ และเครื่องจักรกลการเกษตร ระบุว่าในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นอีก 2.4 แสนคน หรือ 19.2% ของการจ้างงานรวมในปี 2553 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1.29 ล้านคน
แบ่งเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องการจ้างแรงงานเพิ่มจำนวน 1.18 แสนคน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 4.8 หมื่นคน เครื่องใช้ไฟฟ้า 2.8 หมื่นคน และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลโลหะการเกษตรและแม่พิมพ์ อีก 5.4 หมื่นคน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลบ่งชี้เฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมากถึงประมาณ 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าระดับล่างและระดับกลางกว่า 1,000 แห่ง ในขณะที่นักศึกษาที่จบด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าระดับ ปวช. และ ปวส. ในแต่ละปีจะมีเพียงประมาณ 1,000 คน แต่ความต้องการจ้างแรงงานกลุ่มนี้กลับทะยานพุ่งสูงถึงปีละ 5,000 คน
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่าแนวโน้มปัญหาการขาดแคลนแรงงานในปี 2554 ตัวเลขความต้องการแรงงานก็คงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือหลายแสนคน
สำหรับทางออกของผู้ประกอบการในขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงเทคโนโลยีนำเข้าเครื่องจักรมาใช้งานมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูมาตรการส่งเสริมของภาครัฐด้วยว่าจะมีการลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรหรือมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการด้วยหรือไม่
ส่วนมาตรการระยะสั้นหนีไม่พ้นต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวมาทดแทนแรงงานระดับล่าง
“
บ้านเราอัตราการว่างงานมีไม่ถึง 1% ฉะนั้นมีความจำเป็นต้องนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ แต่เราก็เข้าใจว่าถ้านำเข้ามาเยอะก็จะเป็นปัญหาสังคมอีก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้อาจเสนอให้พิจารณานำเข้าแรงงานจากประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดกับไทย เมื่อทำงานหมดสัญญาแล้วก็ส่งกลับประเทศ” พยุงศักดิ์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ในมุมมองของกระทรวงแรงงานแล้ว การนำเข้าแรงงานต่างด้าวนับเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ ที่อยากทำเลยทีเดียว เพราะทุกวันนี้ก็มีแรงงานพม่าลาวกัมพูชา อยู่ในประเทศทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมายแล้วนับล้านคน
สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เบื้องต้นอยากให้ใช้แรงงานไทยไปก่อนถ้าไม่ไหวจริงๆ แล้วจึงค่อยนำเข้าแรงงานต่างด้าว ขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังพยายามวิเคราะห์อยู่ว่าเหตุใดการจับคู่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างจึงไม่ประสบความสำเร็จ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะการแจ้งข้อมูลความต้องการคนงานที่ส่งมายังกระทรวงนั้นไม่มีรายละเอียดข้อมูลอะไรเลยทำให้เจ้าหน้าที่จัดหางานทำงานลำบาก
บุญเลิศ ธีระตระกูล ผู้อำนวยการกองวิจัยตลาดแรงงาน ให้ความเห็นว่า แม้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ แต่ในภาพของสังคมโดยรวมแล้วจะเป็นประโยชน์ตามไปด้วยจริงหรือไม่ เพราะมีผลกระทบด้านความมั่นคงและความสงบสุขของสังคม
ที่สำคัญกว่านั้นคือจะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและตกอยู่ในวังวนการใช้แรงงานอย่างเข้มข้นต่อไป
“
เราไม่สามารถใช้แรงงานราคาถูกได้ตลอดไป ปัจจัยแรกคือโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ประชากรวัยทำงานของเราลดลงปีละ 3 แสนคน ถามว่าจะต้องนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาเติมให้เต็มหมดเลยหรือ ถ้าเอาเข้ามามากขนาดนี้แล้วสังคมจะเป็นอย่างไร” บุญเลิศ กล่าวนอกจากปัจจัยเรื่องโครงสร้างประชากรแล้ว แนวโน้มค่าแรงก็เพิ่มสูงขึ้นทุกปี บวกกับแรงงานต่างด้าวมีความตื่นตัวและตระหนักในสิทธิของตนมากขึ้น รวมทั้งสหรัฐอเมริกาเองก็กำลังกดดันประเทศไทยเรื่องการค้ามนุษย์อีกด้วย
บุญเลิศ ยกคำกล่าวของธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่าสิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการคือยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการเพิ่ม Productivity ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เร่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยใน Global Value Chain เนื่องจากไทยไม่สามารถพึ่งพิงแรงงานราคาถูกหรือเงินบาทอ่อนได้ตลอดไป
...และหากไทยยังไม่รีบยกระดับความสามารถในการแข่งขันตั้งแต่วันนี้ เราจะติดอยู่ในกับดักการใช้แรงงานราคาถูก ติดอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (Middle Income Country Trap) ตลอดไป...







