
สวัสดิการด่วน อุ้มคนหาเช้ากินค่ำ
นโยบายประชาวิวัฒน์ที่มีวาระเร่งด่วน 3 เรื่อง คือ 1.เศรษฐกิจนอกระบบ2.ค่าครองชีพ และ 3.ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ที่เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 ม.ค.นี้ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ ของกระทรวงต่างๆ พร้อมกับตั้งหน่วยงานติดตาม (Delivery Team) เพื่อกำกับดูแลผลลัพธ์และรายงานนายกฯ รายสัปดาห์
แนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งสามเรื่องไม่ใช่เรื่องของการที่จะมีการทุ่มเงินงบประมาณไป ลด แลก แจก แถม ให้แก่พี่น้องประชาชน ตรงกันข้าม เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง โดย
ของขวัญชิ้นแรก ประชาชนซึ่งไม่มีนายจ้าง เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมได้ โดยจะให้มีผลตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นไปเปิดโอกาสให้สามารถสมทบเงินไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน เมื่อรวมทั้งในส่วนของรัฐบาลด้วยจะอยู่ที่ 100 บาท หรือ 150 บาทต่อเดือน จะได้สิทธิประโยชน์ชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต
กรณีที่แรงงานจ่าย 70 บาท รัฐสมทบ 30 บาท ก็จะได้สิทธิ 3 เรื่องนี้ ถ้าเป็นกรณีที่จ่าย 100 บาท รัฐบาลสมทบ 50 บาท ก็จะได้สิทธิในเรื่องของบำเหน็จชราภาพด้วย
ของขวัญชิ้นที่ 2 คือ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ เริ่มต้นที่คนขับรถแท็กซี่ จะเปิดโอกาสให้กลุ่มแท็กซี่มืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี สามารถเป็นเจ้าของรถแท็กซี่ใหม่ ถ้ามีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี ผ่อนเงินดาวน์ต่ำสุด 5% และมีวงเงินสินเชื่อที่จะให้ตรงนี้ถึง 1,600 ล้านบาท เป็นการเปิดโอกาสให้แท็กซี่สามารถที่จะผ่อนรถได้ถูกกว่าเช่ารถด้วยซ้ำ
ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยจะดำเนินการเพิ่มจุดผ่อนผัน ให้อย่างน้อยประมาณ2 หมื่นราย จะสามารถทำได้แบบถูกต้องตามกฎหมาย ลดรายจ่ายนอกระบบได้อีก
ของขวัญชิ้นที่ 3 คือ ในส่วนของผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ลักษณะที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นำต้องส่งเงินให้กลุ่มคนต่างๆ เป็นภาระ 1,0002,000 บาทต่อเดือน ให้ขึ้นทะเบียนเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็จะมีการจัดระบบ ออกบัตรประจำตัว ให้เลขทะเบียน เลขเสื้อ เสื้อวิน หมวกนิรภัย จะนำไปสู่การพัฒนาระบบสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ต่อไป
นอกจากนั้น จะเชิญชวนมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาทำหน้าที่เป็นอาสาพิทักษ์ดูแลชุมชน คาดว่าจะเห็นผลตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554
สำหรับเรื่องของค่าครองชีพ ของขวัญชิ้นแรก คือ การบริหารจัดการในเรื่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องนำไปอุดหนุนในบางเรื่อง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาก็คิดในเชิงของปัญหาในเชิงโครงสร้างในการตรึงราคา LPG เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน สามารถใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่เป็นธรรม ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้ จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 อย่างเต็มรูปแบบเป็นต้นไปนี้ คือ
โดยจะเลิกการอุดหนุนเรื่องของก๊าซแอลพีจีสำหรับภาคอุตสาหกรรมหมายความว่า ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมนั้น ก็ควรจะได้ใช้แอลพีจีในราคาที่เป็นราคาตลาด แต่ในส่วนของภาคครัวเรือนภาคขนส่งนั้น จะตรึงราคาแอลพีจีไว้เหมือนเดิม
ขณะเดียวกันสำหรับบางอุตสาหกรรม ก็จะไปใช้เวลาจากช่วงนี้ไปจนถึงช่วงเดือน ก.ค. ในการไปดูแลช่วยเหลือให้ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่น หรือปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับอุตสาหกรรมเหล่านั้น
จะสามารถประหยัดเงินได้ถึง 7,300 ล้านบาท ทำให้ฐานะของกองทุนน้ำมันฯดีขึ้น ก็เท่ากับเรามีอาวุธในการไปต่อสู้เวลาที่ราคาน้ำมันแพง เหมือนกับที่ในปัจจุบันขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ ก็ได้เข้ามาช่วยดูแลให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องซื้อดีเซลแพงกว่า 30 บาท ไปจนถึงสิ้นเดือน ก.พ.
ในเรื่องของค่าไฟฟ้า จะดำเนินการต่อเนื่องจากการใช้ไฟฟ้าฟรีในปัจจุบัน สำหรับ 9.1 ล้านครัวเรือนของประเทศไทย โดยมี 8.5 ล้านครัวเรือนอยู่ในชนบท และ 6 แสนครัวเรือนอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่มาตรการที่ทำมาตลอดนี้ปรากฏว่าเป็นภาระกับผู้เสียภาษีอากร คือ ต้องเอาเงินงบประมาณไปชดเชยให้กับการไฟฟ้า ขณะที่ผู้ใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วย ซึ่งถือว่าน้อยมาก ก็คือ คนยากคนจนนั่นเอง
ต่อไปนี้จะทำให้ไฟฟ้าสำหรับพี่น้องประชาชนที่ใช้ต่ำกว่า 90 หน่วยนั้น ฟรีเป็นแบบถาวร แต่การทำแบบถาวรนี้จะเปลี่ยนแปลง คือ ต่อไปจะไม่ใช้เงินภาษีอากรหรือไม่ใช้เงินงบประมาณด้วยซ้ำ สิ่งที่เราจะทำก็คือ ไปปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียม เพราะเราได้ไปดูแล้วว่าในหลายต่อหลายประเทศแม้แต่ในประเทศในอาเซียนด้วยกัน โครงสร้างของค่าไฟจะเก็บเงินจากคนที่ใช้ไฟมากในอัตราที่สูงกว่าค่อนข้างมาก
ขณะที่โครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมไฟฟ้าของประเทศไทยนั้นค่อนข้างที่จะอยู่ในแนวราบ คือ จะใช้มากใช้น้อยก็จะเก็บอยู่ในอัตราไม่แตกต่างกันมากนัก
ทั้งๆ ที่ผู้ที่ใช้ไฟจำนวนมาก คือ คนที่ทำให้ภาครัฐต้องเอาเงินไปลงทุนในเรื่องของการจัดหาพลังงานไฟฟ้ามาค่อนข้างมากนี้ ต่อไปก็จะเป็นผู้ที่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อเอาเงินในส่วนนั้นมาช่วยให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้ไฟน้อย
แต่เมื่อได้คำนวณแล้วโดยเฉพาะกับเรื่องของแนวโน้มของค่าเอฟทีที่จะอยู่ในเดือนพฤษภาคมนี้ มั่นใจว่าประชาชนหรืออุตสาหกรรมที่ใช้ไฟในจำนวนมากก็จะไม่ได้จ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์จากการลดลงของค่าเอฟทีในรอบต่อไป
ของขวัญชิ้นถัดมา ตั้งใจจะให้เห็นผลตั้งแต่เดือน ก.ค. 2554 เป็นต้นไปนั้น ก็คือ การมาดูในเรื่องของต้นทุนของพี่น้องภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของอาหารสัตว์ เรื่องของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาหาร ไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู ไข่ อาจจะมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะรายเล็ก รายน้อย รายย่อย ไม่สามารถที่จะเข้าถึงปัจจัยการผลิตเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียมกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่
เราก็จะใช้แนวทางของการดูแลในเรื่องของการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า วิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงต้นทุนในส่วนต่าง ๆ ในองค์ประกอบต่าง ๆ แล้วก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น จะสามารถทำให้ทั้งเกษตรกรที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น นำมาสู่การลดต้นทุนและราคาของสินค้าเกษตร
ของขวัญชิ้นที่ 8 จะเป็นเรื่องของอาหาร จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนราคาต่างๆ ให้แก่ประชาชนทางเว็บไซต์หรือสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนรับรู้รับทราบถึงไหวการเคลื่อนของราคาต้นทุนต่างๆ จะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
นอกจากนั้น ในส่วนของไข่ไก่ ก็จะมีการทดลองในเรื่องของการที่จะให้มีทางเลือกของการที่จะซื้อขายกันเป็นกิโลกรัม ซึ่งจะเป็นการประหยัดต้นทุนในเรื่องของการคัดแยกไป อาจจะประหยัดได้ระหว่าง 510 สตางค์ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่เป็นคนยากคนจนนั้นมีทางเลือกในการซื้อไข่แบบซื้อเป็นกิโลกรัม ซึ่งขณะนี้ก็จะมีการทดลองนำร่องที่มีนบุรี กับที่รังสิต
ของขวัญชิ้นที่ 9 ชิ้นสุดท้าย เรื่องของปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ในเรื่องของอาชญากรรม จะประกาศเป็นเป้าหมายชัดเจนครับว่า ภายใน 6 เดือนในกรุงเทพมหานครนั้น เรื่องของคดีอาชญากรรมต่างๆ นั้นจะต้องลดลง 20% เริ่มต้นตั้งแต่เดือน ม.ค.นี้ จะกำหนดจุดที่ถือว่าเป็นจุดเสี่ยงมากที่สุด เรียกว่า 200 กว่าจุด จะมีการบูรณาการในเรื่องของระบบของกล้องวงจรปิด จากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา รวมไปจนถึงการเพิ่มบุคลากรในเรื่องของการตรวจตราพื้นที่เหล่านี้ ก็จะไปสอดคล้องกับแนวทางในเรื่องของการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
เรากำลังจะใช้อาสาสมัครอีกหลายรูปแบบ เข้ามาช่วยกันทำงานในเรื่องนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าตรงนี้จะใช้เงินงบประมาณก็เป็นประมาณ 200 300 ล้านบาทเท่านั้น







