
"จิราพร"อัดรัฐทำงบฯ "ขูดรีดประชาชน" ใช้เงินมือเติบ หารายได้ไม่เป็น
สภาฯ ถก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ66 วันที่สอง "จิราพร"อัดรัฐทำงบฯ จงใจขูดรีดประชาชน ใช้เงินมือเติบ หารายได้ไม่เป็น มัวกินแต่บุญเก่า เชื่อ ถ้า"ทักษิณ" บริหารยาว 8 ปี เศรษฐกิจจะไม่เป็นแบบนี้
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 65 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3,185 ล้านล้านบาท วันที่ 2 ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น.
น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 66 เป็นร่างกฎหมายที่ขูดรีดประชาชน เพราะรัฐบาลตั้งเป้าประมาณการรายได้ 2.49 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2565 กว่า 9 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินกู้ปรับลดเหลือ 6.95 แสนล้านบาท เพื่อไม่ให้เกินเพดานที่กู้ได้ ที่ 7.17แสนล้านบาท และมีตัวเลขกู้ที่น้อยจากปี 2565 กว่า 5,000 ล้านบาท พฤติกรรมดังกล่าว ถือว่า เอาเปรียบประชาชน เพราะรัฐบาลลดวงเงินกู้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกวิจารณ์จากประชาชนว่าเป็นรัฐบาลนักกู้ที่กู้เพิ่มทุกปี แต่เพิ่มการจัดเก็บภาษีจากรัฐวิสาหกิจ ถือว่าซ้ำเติมประชาชนที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ประมาณการรายรับ รายได้จากภาษี และรัฐวิสาหกิจ ตั้งเป้าเก็บเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนและผู้ประกอบการโดยตรง โดยตั้งเป้าภาษีนิติบุคคล 6.7แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9หมื่นล้านจากปี 2565 ซึ่งมีคำถามว่าจะเก็บจากใคร บริษัทขนาดใหญ่ หรือบริษัทขนาดเล็ก แต่หากรัฐบาลระบุว่าจะจัดเก็บได้ตามเป้าแน่นอน ขอตั้งข้อสังเกตว่า การจัดเก็บภาษี 80% มาจากบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้นรัฐบาลอาจมีการทำโครงการเพื่อเอื้อให้บริษัทขนาดใหญ่มีรายได้เพื่อจ่ายภาษีตามเป้า โดยละเลยการสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี และหากรัฐบาลทำได้ไม่ตามเป้ากรรมอาจตกมายังกลุ่มเอสเอ็มอี
น.ส.จิราพร กล่าวต่อว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่รัฐบาลเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่พอเก็บจริงไม่สามารถเก็บจากกลุ่มเป้าหมายได้ เพราะมีช่องโหว่ทางกฎหมาย กลายเป็นคนที่จ่ายภาษีจริงเป็นคนที่มีรายได้ปานกลางเป็นชนชั้นกลาง นอกจากรัฐบาลจะรีดภาษีประชาชนยามวิกฤต รัฐบาลยังไปขอเงินจากรัฐวิสาหกิจเพิ่ม ตั้งแต่ปีงบ 65 - 66 รัฐบาลเรียกเก็บเงินจากรัฐวิสาหิจทุกแห่งเข้าคลังเพิ่มขึ้นอีก 5% เดิมรัฐวิสาหกิจต้องนำเงินส่งคลัง 45% ของกำไร แต่ต้องส่งเพิ่มเป็น 50% การให้รัฐวิสาหกิจส่งเพิ่มแม้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สะท้อนว่าหลังโควิด - 19 รัฐบาลชุดนี้สิ้นไร้ไม้ตอกไม่รู้จะหาเงินจากไหน แต่สิ่งที่ผิดเต็มๆคือกลับปล่อยปละละเลยให้รัฐวิสาหกิจขูดรีดประชาชนด้วยการประกาศขึ้นค่าไฟโดยที่รัฐไม่เข้าไปกำกับดูแล เพราะต้องการส่วนแบ่งกำไรจากรัฐวิสาหกิจมาเป็นส่วนแบ่งของรัฐบาลใช่หรือไม่ รัฐบาลกำไรปล่อยให้ประชาชนไปตายเอาดาบหน้า ดังนั้น รัฐบาลต้องหาทางกำกับดูแลเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม คงไม่รู้สึกอะไร เพราะท่านอยู่บ้านหลวง ใช้ไฟฟรี น้ำฟรี รถหลวง ไม่เข้าใจความทุกข์ยากประชาชน
น.ส.จิราพร กล่าวอีกว่า รัฐบาลใช้เงินมือเติบ สุรุ่ยสุร่าย แต่หารายได้ไม่เป็น บริหารประเทศมา 8 ปี ยังลงทุนแบบเก่าๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อเกิดโควิด19 เราไม่มีอะไรขับเคลื่อนใหม่ๆ มัวแต่กินบุญเก่า เศรษฐกิจประเทศจึงน่วมมาจนทุกวันนี้ ถ้ารัฐบาลทักษิณอยู่ยาว 8 ปี อย่างพล.อ.ประยุทธ์ หน้าตาเศรษฐกิจไทยจะไม่ใช่แบบนี้แน่นอน ถ้าประชาชนให้โอกาสพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เราจะนำนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟท์พาวเวอร์ มาใส่ลงในเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างโอกาส สร้างรายได้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีวันเกิดขึ้นได้จากรัฐบาลเผด็จการ สืบทอดอำนาจ
น.ส.จิราพร กล่าวอีกว่า ถ้าปล่อยให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านทุกอย่างจะวนเวียนซ้ำซากแบบนี้ทุกปี ไม่เห็นอนาคตของประเทศ อยากให้นายกฯ ทำความเข้าใจว่ารัฐบาลทำงบแบบเดิม โคงสร้างแบบเดิม เปลี่ยนแค่ตัวเลขใหม่ ตนจึงไม่อยากให้เอาร่างกลับไปแก้ เพราะแก้ไปก็เหมือน 8 ปีที่ผ่านมา จึงขอให้ร่างพ.ร.บ.งบฯ 66 ถูกตีตกไปพร้อมพล.อ.ประยุทธ์ และให้รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งของประชาชนได้มาจัดทำงบฉบับใหม่เพื่อคืนความหวังให้ประชาชน







