
ยกฟ้อง 2 มือปืนยิง "ระวีวรรณ" เหยื่อศัลยกรรมไบโอคลีนิก
ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง 2 มือปืนสังหาร "ระวีวรรณ" ผู้เสียหายจากการศัลยกรรมของไบโอคลีนิก ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ
ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง 2 มือปืนสังหาร "ระวีวรรณ" ผู้เสียหายจากการศัลยกรรมของไบโอคลีนิก ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนายเจตษฎา วิวัฒนานุกูล ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายจตุรงค์ หรือตึ๋ง เบญกุล อายุ 24 ปี และนายประกอบ สีนาค อายุ 31 ปี จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่า นางระวีวรรณ เสตะรัต หรือนางอภัสนันท์ ธิติโชติชัยปรีชา ผู้เสียหายจากการทำศัลยกรรม สถาบันเสริมความงามไบโอคลีนิก ย่านดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีจำเลยที่ 1 คำเบิกความของ นายเจษฎา บุตรชายนางระวีวรรณ ที่ระบุว่า เห็นหน้าคนร้าย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะเป็นการมองผ่านกระจกบานเกล็ด จึงไม่น่าจดจำหน้าคนร้ายได้อย่างแม่นยำ ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยัน แม้จะพบลายนิ้วมือของจำเลยที่ 2 ติดอยู่บนขวดเบียร์ใกล้ที่เกิดเหตุ แต่ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะไปนั่งดี่มเบียร์บริเวณนั้นจริงหรือไม่ ดังนั้นศาลเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้องแต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมตัว ได้ยินเสียงจำเลยทั้งสองตะโกนหัวเราะเสียงดังลั่น
ภายหลังนายเจษฎา วิวัฒนานุกูล บุตรชายนางระวีวรรณ กล่าวยอมรับว่าผิดหวังกับผลคำพิพากษาที่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายโจทก์แต่ยืนยันจะต่อไปให้ถึงที่สุด หากศาลอุทธรณ์ยกฟ้องก็จะยื่นฎีกาต่อ เพราะตนเชื่อและเห็นกับตาว่าจำเลยเป็นมือปืนที่ยิงมารดาเสียชีวิต
น.ส.ธีระวรรณ ริมธีระกุล บุตรสาว กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่าที่ศาลยกฟ้องเพราะเชื่อพยานฝ่ายจำเลยมากกว่า แต่ส่วนตัวเห็นว่าพยานฝ่ายโจทก์ไม่ได้ขาดน้ำหนัก ดังนั้นคงต้องปรึกษากับทีมกฎหมายเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไป อย่างไรก็ดียอมรับว่าคำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อคดีจ้างวานฆ่ามารดาที่มีนายศักดา เฮงสวัสดิ์ อายุ 32 ปี น้องชาย นพ.กวีวัธน์ เฮงสวัสดิ์ หรือ หมอไพศาล เจ้าของสถานพยาบาลไบโอคลินิก เป็นผู้ต้องหา ดังนั้นจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบติดตามตัวนายศักดาที่หลบหนีออกนอกประเทศมาทำการสอบสวน เพราะเชื่อว่าน่าจะมีคนที่สั่งการอีกทอดหนึ่งเนื่องจากนายศักดาไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับมารดาตน







