posttoday
สวัสดิการนิยม-หนี้ก้อนโต กัดกินงบประมาณ 2555

สวัสดิการนิยม-หนี้ก้อนโต กัดกินงบประมาณ 2555

07 มกราคม 2554

เคาะกันมาเบื้องต้นแล้ว สำหรับงบประมาณปี 2555 ตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 2.07 ล้านล้านบาท

เคาะกันมาเบื้องต้นแล้ว สำหรับงบประมาณปี 2555 ตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 2.07 ล้านล้านบาท

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

สวัสดิการนิยม-หนี้ก้อนโต กัดกินงบประมาณ 2555

เคาะกันมาเบื้องต้นแล้ว สำหรับงบประมาณปี 2555 ตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 2.07 ล้านล้านบาท

หมายความว่ารัฐบาลตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 20% ...

ขณะที่การขาดดุลงบประมาณแม้จะลดลง แต่ก็ยังคงสูงอยู่ถึง 4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่ขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท

ถือเป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลจะลดการกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณ ไม่เช่นนั้นอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ

แต่ไฮไลต์หลักจริงๆ ของงบประมาณปีหน้า คือตัวเลข “งบลงทุน” ที่ทุกฝ่ายลุ้นอยู่ว่าจะแตะสัดส่วน 25% ได้หรือไม่

หลังจากหลายปีที่ผ่านมางบประมาณลงทุนลดลงโดยตลอด

เกิดจากปัญหาภาระงบประมาณประจำ ที่เป็นเงินเดือนข้าราชการ ค่าเช่าบ้าน ค่าวัสดุอุปกรณ์ เบี้ยเลี้ยง และค่าน้ำมัน คิดเป็นสัดส่วน 70% ขึ้นไป

แถมยังมีปัญหาว่างบประจำกำลัง “เพิ่มขึ้น” โดยตลอด เนื่องจากมีการขยายหน่วยงานราชการและองค์การมหาชนอย่างต่อเนื่อง

อีกปัญหาที่ “กัดกิน” ภาระงบประมาณประจำปีมาตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่าน คือภาระหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือหนี้เงินกู้ภาครัฐก็ตาม

เบ็ดเสร็จแล้วแต่ละปีรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดเชยภาระดอกเบี้ยเงินกู้ถึง7 หมื่นล้านบาท

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้งบประมาณลงทุนเริ่มหดตัวลง เหลือไม่ถึง 20% บ้าง หรือแค่ 22% บ้าง ไม่เพียงพอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการมีงานทำของประเทศไทย

เบ็ดเสร็จแล้วเศรษฐกิจไทยต้องการเงินลงทุนภาครัฐถึง 4 แสนล้านบาท แต่ในช่วงหลังเงินก้อนนี้เริ่มหดหาย สุดท้ายรัฐบาลต้องกู้เงินมาเสริมแต่ง

ล่าสุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังมีการเดินหน้า “รัฐสวัสดิการ” เน้นเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และการสร้างหลักประกันรายได้และชีวิตให้กับคนไทยทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

รวมๆ แล้วรัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพื่อเอาใจประชาชนในนโยบายสวัสดิการนิยมทั้งหมดอย่างน้อย 2.2 แสนล้านบาท

เริ่มจากการจ่ายเบี้ยคนชรา 5.76 ล้านคน คนละ 500 บาท เป็นเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท โครงการหลักประกันสุขภาพ 63 ล้านคน เป็นเงิน 1 แสนล้านบาท

การจ่ายเบี้ยให้คนพิการ 4,700 ล้านบาท และเงินตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 7,200 ล้านบาท

โครงการประกันรายได้เกษตรกร 4 ล้านครัวเรือน วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย 99 ล้านครัวเรือน ได้แก่ การลดภาระค่าไฟ ค่าน้ำประปา ค่ารถไฟ รถเมล์ การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ใช้เงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ มีคนเข้าร่วมโครงการกว่า 1 ล้านราย ล่าสุดมี 4.5 แสนราย

ขณะที่ 4 หน่วยงานที่ดูแลกรอบงบประมาณปี 2555 ได้แก่ สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ ประเมินว่ารายได้ในปีหน้าจะอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท

นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มั่นใจว่า จากทิศทางเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มการจัดเก็บรายได้รัฐบาลที่ผ่านมาทำให้เชื่อมั่น ว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การเก็บรายได้ของรัฐไม่ง่ายเมื่อมีความท้าทายที่เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การขยายตัวผันผวนอาจจะต่ำกว่าประมาณการได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้การเก็บรายได้ทรุดตามไปด้วย

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้รัฐบาลอาจไม่มีทางเลือกต้องลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่ถือเป็นความเสี่ยงด้านการเก็บรายได้อยู่ไม่น้อย

ขณะที่การเก็บภาษีของกรมศุลกากรก็ยังถูกท้าทายจากค่าเงินบาทที่แข็งทำให้มูลค่าการนำเข้าลดลง และการเปิดเขตการค้าเสรีที่ภาษีอยู่ในอัตราต่ำ รวมถึงประสิทธิภาพการเก็บภาษีที่ยังมีรอยรั่วไหลอยู่มาก

สารพัดปัญหาที่รุมเร้างบประมาณ 2555 อยู่ ทำให้การจัดทำงบประมาณหลังจากนี้ไม่ง่าย

ตามปฏิทินงบประมาณ หลังจากนี้จะต้องเสนอกรอบเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 25 ม.ค. 2554 เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

จากนั้นวันที่ 1 ก.พ. ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จัดทำรายละเอียด วงเงิน และคำของบประมาณที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ส่งให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดทำข้อเสนอรายละเอียดงบประมาณเพื่อนำเสนอ ครม.พิจารณา ในวันที่ 29 มี.ค.ต่อไป

จากนั้นวันที่ 10 พ.ค. สำนักงบประมาณจะต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 และเอกสารงบประมาณต่อ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบและนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและระหว่างวันที่ 25–26 พ.ค. และวันที่ 1718 ส.ค. สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ วาระที่ 1 และวาระที่23 ตามลำดับ

ส่วนวุฒิสภา จะพิจารณาในวันที่ 5 ก.ย. และจากนั้นในวันที่ 9 ก.ย. โดยประมาณ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง