posttoday
ทางแพร่งของ google.cn เพื่อผลประโยชน์ หรือเพื่อจิตสำนึก

ทางแพร่งของ google.cn เพื่อผลประโยชน์ หรือเพื่อจิตสำนึก

18 มกราคม 2553

การเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้ขยายวงจากระดับรัฐบาลสู่ระดับธุรกิจในที่สุด โดยมีกูเกิลและยาฮูเป็น 2 รายแรกที่ประเดิมดาบแรกในการต่อสู้ครั้งนี้

การเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้ขยายวงจากระดับรัฐบาลสู่ระดับธุรกิจในที่สุด โดยมีกูเกิลและยาฮูเป็น 2 รายแรกที่ประเดิมดาบแรกในการต่อสู้ครั้งนี้

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

การเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้ขยายวงจากระดับรัฐบาลสู่ระดับธุรกิจในที่สุด โดยมีกูเกิลและยาฮูเป็น 2 รายแรกที่ประเดิมดาบแรกในการต่อสู้ครั้งนี้ อีกทั้งยังมียาฮูเข้ามาเอี่ยวอย่างเหนือความคาดหมาย

 

ทางแพร่งของ google.cn เพื่อผลประโยชน์ หรือเพื่อจิตสำนึก

เบื้องหลังของการเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่า การที่กูเกิลยุติการเซ็นเซอร์ข้อมูลที่รัฐบาลจีนสั่งห้ามเผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลหรือภาพที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 1989

ฝ่ายรัฐบาลจีนกดดันให้กูเกิลปฏิบัติตามกฎหมายด้วยการเซ็นเซอร์ข้อมูลที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคงต่อไป แต่กูเกิลยังยืนเจตนารมณ์เดิม ทำให้เหลือทางเลือกเพียงทางเดียวสำหรับกูเกิลในจีน นั่นคือ ยุติธุรกิจในจีน

อย่างไรก็ตาม เมื่อย่างเข้าสัปดาห์นี้ กูเกิลกลับแสดงอาการลังเลจากความมุ่งมั่นเดิมที่จะยุติธุรกิจเพื่อจุดประสงค์ด้านคุณธรรม เมื่อแย้มว่าพร้อมที่จะเจรจากับรัฐบาลจีนถึงแนวทางการประกอบธุรกิจต่อไปในแดนมังกร พร้อมความหวังที่จะได้ข้อตกลงกับรัฐบาลจีนในเรื่องนี้ ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่ากูเกิลหวังเช่นไร ระหว่างพบกันครึ่งทางกับรัฐบาลจีน หรือกลับไปปฏิบัติตามกฎหมายจีนดังเดิม หรือหักดิบกับจีนแล้วพับกระเป๋าออกจากประเทศนี้?

แต่ดูเหมือนความหวังของกูเกิลจะยิ่งห่างไกลจากความเป็นจริงทุกขณะ เพราะในทันทีที่กูเกิลกระตุกหนวดมังกรด้วยการขู่ที่จะปิด Google.cn รัฐบาลจีนได้พยายามเกลี้ยกล่อมอย่างละมุนละม่อมแล้ว แต่สุดท้ายกูเกิลยืนยันที่จะไปเอง เมื่อพบกับการท้าเช่นนี้จึงต้องตอบโต้ด้วยท่าที่แข็งกร้าวที่สุด

นั่นคือ ปิดทางที่กูเกิลจะดำเนินธุรกิจในจีนได้อีกต่อไป!

ใครเป็นฝ่ายได้ฝ่ายเสียย่อมเห็นได้ชัดแล้วตั้งแต่กูเกิลแทรกตัวเองเข้ามาในตลาดออนไลน์ของจีน

ประการแรก หากกูเกิลถอนตัวจากจีน หมายความว่ากูเกิลจะต้องสูญเสียตลาดอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลกไป ทั้งยังต้องสูญเสียรายได้ในจีนถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีนี้
ประการต่อมา รัฐบาลจีนเริ่มเอนเอียงไปทางธุรกิจออนไลน์สัญชาติจีนมากขึ้น ถึงขนาดที่ธุรกิจของกูเกิลตามหลังธุรกิจของไป่ตู้ (Baidu) ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจินรายใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งหมายความการถอนตัวของกูเกิล ไม่ส่งผลกระทบอันใดต่อแนวทางธุรกิจของรัฐบาลจีน

ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ราคาหุ้นของกูเกิลในดัชนีแนสแด็กปรับลดลงมาถึง 5.3% เมื่อย่างเข้าปีนี้ ตรงกันข้ามกับหุ้นไป่ตู้ที่บวกขึ้นมาถึง 6.9%

นี่คือเหตุผลว่าทำไมกูเกิลจะยอมคลายพยศ แล้วหันมาเจรจากับรัฐบาลจีน แทนที่จะแสดงวีรกรรมเยี่ยงนักสิทธิมนุษยชนบนความเสียหายทางธุรกิจ

น่าเสียดายที่กูเกิลประเมินรัฐบาลจีนต่ำเกินไป!

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนไม่คิดประนีประนอมกับบริษัทต่างชาติที่ล่วงละเมิดกฎเหล็กด้านความมั่นคงของชาติ หรือแม้แต่เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลเสรี แต่เป็นข้อมูลที่ทางการจีนเห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ถึงขั้นเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยก หรือเกิดการลุกฮือต่อต้านรัฐบาล เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลและความเห็นเสรีที่เป็นที่นิยมอย่างมาก จึงถูกบล็อกในจีน ไม่ว่าจะเป็น Wikipedia, YouTube, Facebook, Flickr และ BBC

ขณะที่ Microsoft และ MySpace ยินยอมที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อผลทางธุรกิจ

กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่อิหร่าน เป็นอุทาหรณ์ทางการเมืองที่จีนจำเป็นต้องใส่ใจกับเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ให้มาก หาไม่แล้วอาจเกิดความโกลาหลขึ้นในจีน หากประชาชนเข้าถึงหรือแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารได้ง่ายเกินไป

นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจีนจึงมีแนวโน้มที่ปัดการเจรจาหรือประนีประนอมกับกูเกิล

ที่สำคัญก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กูเกิลเหยียบจมูกพญามังกรอย่างอุกอาจเช่นนี้ เพราะเมื่อปีที่แล้วผู้บริหารของกูเกิลขึ้นให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรส ระบุว่า การใช้มาตรการเซ็นเซอร์ปิดกั้นข้อมูลในระบบออนไลน์ไม่ให้เคลื่อนไหวอย่างเสรี ถือเป็นมาตรการตั้งกำแพงกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับระเบียบขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

การกล่าวเช่นนี้แม้ไม่ระบุถึงจีนโดยตรง แต่เข้าข่ายกรณีของจีนอย่างตรงไปตรงมา ความพยายามเผชิญกับรัฐบาลจีนของกูเกิล จึงไม่เล็งผลทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังถูกเบี่ยงประเด็นให้กลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองให้รัฐบาลสหรัฐกดดันรัฐบาลจีนไปโดยปริยาย

ไม่เพียงเท่านั้น กูเกิลยังไม่ตอบคำถามในบางประด็นกังขา ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่กูเกิลพยายามหยั่งท่าทีของรัฐบาลจีนต่อบริษัทอินเทอร์เน็ตต่างชาติ
ในประเด็นนี้สังเกตได้จากท่าทีเอนเอียงมาทางเว็บไซต์ของไป่ตู้อย่างชัดเจน ถึงกระทั่งโจมตีกูเกิลที่ปล่อยให้มีการค้าหาข้อมูล “อนาจาร” ในเว็บของตน ทั้งๆ ที่เว็บของไป่ตู้ก็ปรากฏเนื้อหาอนาจารเช่นกัน

การเล็งเป้าโจมตีเว็บไซต์ต่างชาติอย่างอ้อมๆ จึงทำให้ยาฮูสนับสนุนกูเกิลอย่างเต็มที่ ทั้งๆ ที่เคยยอมผ่อนตามรัฐบาลจีนทั้งคู่ กลายเป็นเรื่องผิดสังเกตที่จู่ๆ ทั้งคู่กลับเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันพร้อมๆ กัน

ด้วยเหตุนี้ แม้กูเกิลจะพยายามเผชิญหน้ากับรัฐบาลจีนด้วยเหตุผลที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลเพียงใดก็ตาม สุดท้ายแล้วยังไม่อาจสลัดหลุดจากความกังขาที่ว่า ความพยายามของกูเกิลแอบแฝงไว้ด้วยประเด็นเศรษฐกิจและการเมือง

“Don't be evil” อาจเป็นคำขวัญอันองอาจของกูเกิล และอาจเป็นวลีที่กระตุ้นเร้าให้กูเกิลรู้สึกถึงความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชน และมองเห็นถึง “ความชั่วช้า” ในการทำสัญญาเซ็นเซอร์ตัวเองกับจีน

แต่ในโลกการเมืองปราศจากมิตรและศัตรูถาวรฉันใด โลกธุรกิจก็ย่อมปราศจาก “เทพและมาร” ที่แท้จริงฉันนั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว ในโลกแห่งการค้าเสรี ผลประโยชน์เท่านั้นที่อาจเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับนักธุรกิจ และกูเกิลแสดงให้เห็นแล้วด้วยการแสดงท่าทียอมจำนนต่อรัฐบาลจีนอีกครั้ง!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท