
"กษิต"ชำแหละ 5 ปีความล้มเหลวของรธน.60
"กษิต ภิรมย์" อัด 5 ปีแห่งความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ60 ชี้เป็นลูกผสมระหว่างการเลือกตั้ง กับการแต่งตั้ง จำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน
เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 65 นายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า 5 ปีของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2560 มิได้เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่อำนวยให้ความเป็นประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยรุดหน้า แต่กลับเป็นตัวถ่วงและอุปสรรคขวางกั้น สาเหตุเพราะ เป็นผลงานของฝ่ายกองทัพที่ได้เข้าปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ และประสงค์ที่จะให้ฝ่ายข้าราชการประจำมีบทบาทในเรื่องการบ้านการเมืองอีกต่อไป
กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงเป็นกฎหมายกำหนดทิศทางและสาระเนื้อหาของการบ้านการเมืองแบบผสมผสาน หรือลูกผสมระหว่างการเลือกตั้ง กับการแต่งตั้ง ระหว่างฝ่ายการเมือง กับฝ่ายข้าราชการประจำ และระหว่างการกระจุกตัว กับการกระจายอำนาจ และจำกัดจำเขี่ยสิทธิเสรีภาพของการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของประชาชนพลเมือง ทั้งที่เขาร่วมกันเป็นเจ้าของประเทศและเจ้าของอำนาจอธิปไตย
นอกจากนั้น การเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตลอดมาก็มักจะอ้างเสียงข้างมากในการตัดสินใจและสร้างความชอบธรรม โดยมิได้คำนึงถึงเสียงฝ่ายน้อย หรือฝ่ายค้าน หรือผู้ที่เห็นต่าง และไม่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างเสียงข้างมากเป็นผู้ปกครอง แต่ต้องมีการคานด้วยสิทธิและความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายเสียงข้างน้อย (Majority rule and minority right)
นอกจากนั้น การเข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ มักจะมีข้อจำกัด ด้วยความนึกคิดที่ว่า "เป็นเรื่องราชการ เป็นความลับราชการ หรือเป็นอำนาจของฝ่ายบ้านเมือง และฉะนั้น ประชาชนพลเมืองไม่มีสิทธิ์" ในขณะเดียวกัน บรรดานักการเมืองส่วนใหญ่ก็หาและรับประโยชน์จากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และมิได้ดำเนินการใดๆ อย่างจริงจังในการล้มเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นี้อย่างเอาจริงเอาจัง
นายกษิต เห็นว่าในขณะเดียวกัน ฝ่ายพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มเคลื่อนไหวที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นี้ ยังไม่สามารถสร้างกระแสสังคมเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจข้อบกพร่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในวงกว้างเพื่อการเปลี่ยนแปลงได้ ว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง มีอะไรที่ไม่ไปด้วยกับหลักประชาธิปไตย
แล้วก็ไม่สามารถมีข้อเสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ที่ปูพื้นฐานและวางโครงสร้างความเป็นประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทย ให้เป็นแบบก้าวหน้า โดยการนำเอาข้อดีข้อเด่นของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ เช่น ปี 2517 และ 2540 ขึ้นมาเติมต่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
นายกษิต กล่าวถึงบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านว่า ญี่ปุ่น มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างส่วนกลาง (Tokyo) กับส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในเรื่องชีวิตประจำวันของประชาชนพลเมือง ไต้หวัน มีระบบการรักษาพยาบาลระบบเดียว และมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนพลเมืองทุกระดับมีส่วนร่วมในความเป็นไป โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง เกาหลีใต้ มีการส่งเสริมบทบาทขององค์กรที่มิใช่รัฐ
ในการตรวจสอบความประพฤติและพฤติกรรมของฝ่ายนักการเมือง อินโดนีเซีย มีกระทรวง ทบวง กรม หลักๆ ที่มีบทบาทครอบคลุมทั้งประเทศ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงต่างประเทศ กิจการศาสนาและศีลธรรม และสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยกระทรวงอื่นๆ เป็นกระทรวงวางแผน กำกับ ฝึกอบรมบุคลากร แต่การปฏิบัตินั้นมอบให้ท้องถิ่น เช่น การรับผิดชอบเรื่องสาธารณูปโภค สถานพยาบาล สถานการศึกษาระดับประถม มัธยม และอาชีวะ เป็นต้น
สำหรับการปฏิรูประบบราชการ นอกเหนือจากการกำหนดบทบาทของกระทรวง ทบวง กรม ให้แน่ชัดดังกล่าว การลดขนาดดังกล่าวแล้ว สังคมไทยก็จะต้องมีการยกเครื่องระบบกระบวนการยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งการโอนให้ตำรวจโรงพักไปขึ้นกับส่วนท้องถิ่น และกำหนดกิจการงานส่วนกลางของตำรวจขึ้นมาใหม่ ซึ่งสามารถที่จะหาข้อมูลเปรียบเทียบจากประเทศต่างๆ ได้
นอกจากนั้น จะต้องมีการกำหนดให้แน่ชัดว่า ฝ่ายข้าราชการประจำต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ฝ่ายกองทัพฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้ และฝ่ายกองทัพจะตัดสินใจด้วยตนเองไม่ได้ เพราะเหนือขึ้นไปนั้นมีจอมทัพ คือองค์พระมหากษัตริย์ ในขณะเดียวกัน ผู้ใดที่ประสงค์ที่จะเข้ามาสู่สนามการเมืองจะต้องผ่านการฝึกอบรม ทดสอบ ในเรื่องประชาธิปไตย ในเรื่องกฎหมาย ในเรื่องประวัติศาสตร์ และสถานะของประเทศไทยในโลกกว้าง และที่สำคัญก็ต้องเป็นในเรื่องของจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
"ที่ผ่านมาจึงเป็น 5 ปีแห่งความล้มเหลว ซึ่งมาจากตัวสาระเนื้อหาของกฎหมายรัฐธรรมนูญเสียเอง ที่จำกัดจำเขี่ยการมีส่วนร่วม การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง การไร้ภาวะผู้นำ อันเห็นได้จากการที่ไม่ฟัง ไม่ยอม และไม่พบปะ กับบรรดาผู้ที่เห็นต่าง แต่กลับใช้กลไกของราชการและกฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิเสธและปราบปราม เป็นการสร้างความแตกแยกในสังคมไทยยิ่งขึ้นไปอีก"นายกษิตกล่าว







