posttoday
สธ.เผยคำแนะนำการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในกลุ่มต่างๆ

สธ.เผยคำแนะนำการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในกลุ่มต่างๆ

21 มีนาคม 2565

สธ.เผยคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิดเข้ฒกระตุ้นในประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั้งผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เด็กอายุ 12-17 ปี ผู้มีประวัติติดโควิด

นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 2/2565 วันที่ 17 มี.ค. 65 มีคำแนะนำการให้วัคซีนโควิด-19 ดังนี้

1. การฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

-แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 โดยมีระยะห่างจากเข็มที่ 2 ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป

-แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 โดยมีระยะห่างจากเข็มที่ 3 ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป

กรณีกระตุ้นด้วยวัคซีนไฟเซอร์ สามารถฉีดขนาดครึ่งโดสได้ ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์และความสมัครใจของผู้รับวัคซีน ทั้งนี้ มีข้อมูลการศึกษาในผู้ใหญ่ที่แข็งแรงดีว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ไม่มีการศึกษาในผู้สูงอายุผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเด็ก

2. การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในเด็กอายุ 12-17 ปี แนะนำให้เด็กอายุ 12-17 ปี ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม เข้ารับวัคซีนชนิด mRNA เป็นเข็มที่ 3 ขนาดโดสมาตรฐาน โดยมีระยะห่างจากเข็มที่ 2 เป็นเวลาตั้งแต่ 4-6 เดือนขึ้นไป

3. การให้วัคซีนโควิด-19 ในผู้ที่มีประวัติติดเชื้อโควิด-19 แนะนำให้วัคซีนในผู้ที่มีประวัติติดเชื้อได้ตามหลักการเดียวกับผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน โดยให้วัคซีนหลังจากการติดเชื้อเป็นเวลา 3 เดือน

ส่วนแนวทางการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็ม 3-4 การฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ส่วนใหญ่เว้นระยะห่าง 3 เดือนขึ้นไป ส่วนเข็มที่ 4 เว้นระยะห่าง 4 เดือนขึ้นไป

สำหรับแผนการฉีดวัคซีนของ สธ. ขณะนี้จะให้ความสำคัญเร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีน และฉีดเข็มกระตุ้นเข็ม 3-4 ในผู้ที่ครบกำหนดแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากสถิติการติดเชื้อโควิด-19 ในปี 64 พบว่าช่วงหลังสงกรานต์จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้น โดยสัดส่วนของผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ มีเป้าหมายการเร่งรัดการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุ คือ ผู้สูงอายุที่ถึงกำหนดการฉีดเข็มกระตุ้น ต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 70% ก่อนเทศกาลสงกรานต์ และมีวัคซีนที่ต้องฉีดเพิ่มทั่วประเทศ จำนวน 3 ล้านโดส โดยมีแผนการดำเนินการ/กิจกรรม คือ

1. การบริการการฉีดวัคซีน โดยการจัดหน่วยบริการให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้โดยสะดวก ทั้งในสถานพยาบาลและออกหน่วยเคลื่อนที่เชิงรุก บูรณาการการค้นหาประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคชีน โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายทุกจังหวัด/กรุงเทพมหานคร และบูรณาการความร่วมมือการระดมการฉีดวัคชีน โดยกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน

2. เร่งประชาสัมพันธ์ และให้ความรู้/ความเข้าใจกับประชาชน โดยบูรณาการร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และหน่วยงานสื่อประชาสัมพันธ์หลักต่างๆ และจัดงานรณรงค์การฉีดวัคชีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุเพื่อให้ประชาชนรับรู้เป็นวงกว้าง

นพ.วิชาญ ยังกล่าวถึงการระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยว่า จะมีลักษณะของโรค คือ มีไข้สูงลอย ปวดศรีษะ ปวดกระดูก เบื่ออาหาร บางรายมีจุดเลือดออก หรือเลือดออกง่าย โดยมีความเสี่ยงจากยุงที่เป็นพาหะ ส่วนอาการของโรคโควิด-19 คือ มีอาการไข้ มีอาการทางระบบหายใจ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส โดยมีความเสี่ยงจากการสัมผัส ซึ่งจะเห็นได้ว่าลักษณะอาการและความเสี่ยงของทั้ง 2 โรคนั้นต่างกัน

ทั้งนี้ หากผู้ป่วยเป็น 2 โรคร่วมกัน อาการจะมากขึ้นหรือไม่นั้น ขณะนี้ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าอาการของโรคจะมีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าหากติดเชื้อพร้อมกัน อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง หรือผู้สูงอายุ ดังนั้น ประชาชนควรระมัดระวัง และไม่ประมาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท