
ดับไฟเงินเฟ้อเทียม
ราคาสินค้าดาหน้ากันขอขึ้นราคากันถ้วนหน้าตั้งแต่ปลายปี สำหรับสินค้าที่อยู่ในการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์
ราคาสินค้าดาหน้ากันขอขึ้นราคากันถ้วนหน้าตั้งแต่ปลายปี สำหรับสินค้าที่อยู่ในการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ราคาสินค้าดาหน้ากันขอขึ้นราคากันถ้วนหน้าตั้งแต่ปลายปี สำหรับสินค้าที่อยู่ในการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการถูกขอร้องให้เลื่อนการขึ้นราคาไปก่อน แต่สำหรับสินค้าที่ไม่อยู่ในรายการควบคุมก็สามารถขึ้นราคาได้เลย
การขึ้นราคาสินค้านี้ทำให้เพดานเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น และความรู้สึกว่าของแพงยังตามหลอกหลอนคนไทยไม่หยุด ทั้งที่คณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน มีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างแรงงานใหม่ โดยมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในอัตรา 817 บาท มีผล 1 ม.ค.นี้
เงินเดือนข้าราชการทั้งระบบอีก 5% ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554 ส่วนเงินเดือนให้กับ สส. และ สว. ขึ้นในอัตรา 14.714.9%
แต่ดูจากสภาพการณ์แล้ว ราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นฉลองปีใหม่นั้น ดูมากจนทำให้คนมั่นใจว่าราคาจะแพงขึ้นอีกโดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ปรับราคาต่อเนื่องขึ้นแบบสองสามวันครั้ง
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การที่ราคาสินค้าขึ้นต่อเนื่องจะมีผลทางด้านจิตวิทยาต่อประชาชน และทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางการกักตุนสินค้า ถ้าเชื่อเหมือนกันมากๆ จะทำให้สินค้าขาดตลาดและราคาก็จะปรับสูงขึ้นจริงๆ
ตัวอย่างสินค้าที่ขาดตลาดและราคาสูงขึ้น เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย เป็นต้น
“เหมือนหุ้นกับค่าเงินบาท ที่คนมองว่าหุ้นจะขึ้น ค่าเงินบาทจะแข็ง ก็เทน้ำหนักไปในทางการซื้อมากกว่าขาย ก็ดันให้หุ้นขึ้นเงินบาทแข็งได้” นายเชาว์ กล่าว
ในเรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีความกังวล เพราะภาวะเงินเฟ้อเทียมนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินได้
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในปีนี้ ธปท.ได้กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ระดับ 0.53%
สิ่งที่ ธปท.จะต้องทำ คือ ไม่ให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นว่าทางการจะดูแลปัญหาราคาสินค้าไม่ได้ ไปคาดการณ์เงินเฟ้อเองจนทำให้เงินเฟ้อสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ให้มีการนำเงินไปซื้อหรือใช้เก็งกำไรที่ไม่ควร
หากประชาชนคิดไปในทางเดียวกันหมด สุดท้ายราคาสินค้าก็จะปรับสูงขึ้นจริง และเงินเฟ้อจะสูงขึ้น เป็นเหตุให้ ธปท.ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกเพื่อสยบความกลัวเงินเฟ้อไม่ให้ลุกลามมากจนเกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจ
สิ่งที่ ธปท.กังวลใจต่อไปก็คือ หากขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก ก็จะไปเร่งตัวให้ดอกเบี้ยขาขึ้นในระบบเศรษฐกิจขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
และแน่นอน หากดอกเบี้ยขึ้นเร็วจะเกิดผลกระทบข้างเคียงที่จะทำให้ ธปท.ปวดหัวในการบริหารนโยบายการเงิน เพราะจะเกิดเงินไหลเข้ามากินส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศ ที่สูงกว่าต่างประเทศมาก เพราะต่างประเทศพยายามที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ
เงินร้อนที่ไหลเข้ามานี้เป็นเงินที่บริหารยาก เพราะจะมีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วและจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก ทำให้ราคาสินค้าไทยมีราคาสูงขึ้น
ปีนี้อาจจะเห็นการเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักจาก ธปท. เพราะ ธปท.คงมีทางเลือกไม่กี่อย่างที่จะดูแลเงินทุนไหลเข้าไม่ให้มากจนสร้างปัญหา ซึ่งก็อาจจะต้องขอแรงทางกระทรวงการคลังช่วยด้วย หากจะต้องใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วย
นายเชาว์ มองว่า สิ่งที่ ธปท.ทำด้วยการเตือนและพยายามที่จะทำให้คนเลิกตื่นตระหนกเรื่องของแพง ให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ เป็นเรื่องที่ดี และเป็นการส่งสัญญาณก่อนที่จะเกิดการขึ้นดอกเบี้ยจริง และ ธปท.ก็ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2553 ในอัตรา 0.25% จาก 1.75% เป็น 2%
หากคนยังกลัวเรื่องของแพงๆ ไม่หยุดก็เป็นไปได้ว่าในปีนี้ ธปท.อาจจะปรับดอกเบี้ยอีกเพื่อปรามตลาดและทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งนี่คือหน้าที่หลักของ ธปท.
ทางด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ปัญหาเงินเฟ้อเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจัยการผลิตที่สำคัญ อาทิ ค่าจ้าง น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์มีราคาสูงขึ้น และประกอบกับแนวโน้มสินค้าอุปโภคบริโภคจะถีบตัวสูงขึ้น ธปท.ต้องพยายามดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายที่สัญญาไว้ระดับ 0.53% และจะดูแลเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ในกรอบการคาดการณ์ระดับ 23% เงินเฟ้อทั่วไป 35%
สิ่งที่ ธปท.จะต้องทำ คือ ไม่ให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นว่าทางการจะดูแลปัญหาราคาสินค้าไม่ได้ ไปคาดการณ์เงินเฟ้อเองจนทำให้เงินเฟ้อสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ให้มีการนำเงินไปซื้อหรือใช้เก็งกำไรที่ไม่ควร
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในปีนี้อยากเตือนผู้ประกอบการให้รับมือกับความเสี่ยงจากต่างประเทศที่จะยังเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะสหรัฐอเมริกายังไม่แน่ว่าจะสามารถฟื้นตัวเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว แม้ยุโรปและญี่ปุ่นจะดูดีขึ้น ดังนั้นในปีหน้ากลุ่มประเทศเอเชียจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก
ปัจจัยต่างประเทศจะมีผลโดยตรงต่ออัตราแลกเปลี่ยน ในระยะที่ผ่านมา แม้ว่า ธปท.จะใช้กรอบนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่น แต่ก็ยังประสบปัญหาเงินทุนไหลเข้าค่อนข้างมาก ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนได้ จึงมีคำถามว่า ธปท.มีแนวทางบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร การจัดการอัตราแลกเปลี่ยนมีรูปแบบ คือ 1.นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น มีการจัดการ จะเห็นได้ว่า ธปท.จะไม่ฝืนตลาดมากเกินไป เพราะอาจสร้างความเสียหายได้
2.ธปท.ได้เข้าไปซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนบ้างบางระดับ ลดความผันผวนให้ธุรกิจเอกชนปรับตัวได้ และ 3.มีกฎระเบียบข้อห้ามเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของนักลงทุนต่างประเทศ ธปท.ทำมาแล้วหลายอย่าง เช่น กำหนดการซึ่งจะเกี่ยวกับกฎระเบียบของสถาบันการเงินในการแลกเปลี่ยนด้วย รวมไปถึงกรอบการปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ ธปท.เคยส่งสัญญาณเบาๆ ในการปล่อยกู้อสังหาริมทรัพย์ การผลักดันเงินทุนไหลออก ให้นักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนได้มากขึ้น อนุญาตให้ส่งออกมีเวลามากขึ้นก่อนจะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ และใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบัน ธปท.ก็ใช้เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้จัดการเงินทุนต่างกันไปตามสถานการณ์ในแต่ละช่วง
“เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะลดการพึ่งพาการส่งออก แต่เศรษฐกิจจะเติบโตจากการใช้จ่ายภายในประเทศ อุปสงค์ในประเทศจะสามารถผลักดันการเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีนี้ ทั้งการอุปโภคบริโภค การลงภาคเอกชน ซึ่งเศรษฐกิจในประเทศจะเป็นพึ่งตัวเองโต จะมีความสมดุลมากขึ้น” นายประสารกล่าว ตอบ – ปีหน้าเกี่ยวข้องเศรษฐกิจมหาภาค และเศรษฐกิจการเงิน ธปท.ยังมองเศรษฐกิจไทยเราโดยรวมยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องได้จากปีนี้ แต่จะเป็นอัตราที่ชะลอตัว แต่ถ้ามองปัจจัยบวก ถ้าเราเช็คสอบใส้ในท่จะผลักดันเศรษฐกิจภายใน จะเห็นว่ามีปัจจัยหลากหลายมากขึ้น เพราะจะเห็นได้ว่าแต่ก่อนเศรษฐกิจเราจะพึ่งการส่งออกมาก แต่ ปจจยตงปรเทศ
ทางด้านปัจจัยเสี่ยงในประเทศที่สำคัญ คือ การเมือง ถ้ามีการเลือกตั้งด้วย ถ้ามีเลือกตั้งผ่านพ้นไปได้ดี ก็จะทำให้สามารถทำเศรษฐกิจโตต่อเนื่องได้ ด้วยความเรียบร้อย และปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในระยะนี้ คือ
ทั้งนี้ การจัดการอัตราแลกเปลี่ยนมีรูปแบบ คือ 1.นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น มีการจัดการ จะเห็นได้ว่าเวลาเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามามากๆธปท.จะไม่ฝืนฏณธฉศตลาดมากเกินไป เพราะอาจสร้างความเสียหายได้ 2.การเป็นธนาคารกลางก็๗ธมีการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนบ้างบางระดับ ลดความผันผวนให้เอกชนธุรกิจปรับตัวได้ และ 3.มีกฎระเบียบข้อห้าม เกี่ยวกับการซื้อขายและเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะเกี่ยวกับกฎระเบียบของสถาบันการเงินในการแลกเปลี่ยนด้วย รวมไปถึงกรอบการปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ธปท.เคยส่งสัญญาณเบาๆในการปล่อยก็อสังหาริมทรัพย์ การผลักดันเงินทุนไหลออก ให้นักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนได้มากขึ้น อนุญาตให้ส่งออกมีเวลามากขึ้นก่อนจะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ และใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันธปท.ก็ใช้เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้จัดการเงินทุนต่างกันไป ใช้มากใช้น้อยต้นทุนต่างกันไป
ถาม – ธปท.มีการปรับเปลี่ยนตระกร้าเงินทุนอย่างไรหรือไม่ในช่วงนี้ ที่อัตราเงินเหรียญสหรัฐผันผวน
ตอบ – ความจริงตระกร้าไทยจะฟิก แต่มีการบริหารจัดการภายในมากกว่า ซึ่งแต่ละประเทศจะบริหารจัดการแตกต่างกันไป ใน 3 อย่าง ซึ่งโดยหลักไม่มีประเทศใดเลือกทำให้ได้ดีทั้ง 3 อย่างพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน คือ 1. การบริหารนโยบายการเงินอิสระ ดูแลเสถียรภาพราคา 2.การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี และ 3.การตั้งเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปัจจุบันไทยเลือกนโยบายดอกเบี้ยอิสระ และมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี เพราะเรายังต้องการเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาอยู่ จึงเลือกอัตราแลกเปลี่ยนแบบมีเป้าหมายด้วยไม่ได้ แต่สามารถเลือกใช้วิธีการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ฝืนธรรมชาติตลาด ขณะเดียวกันก็พยามไม่ให้สูญเสีย เสียเปรียบคู่แข่งคู่ค้า แต่เป็นการบริหารจัดการภายในมากกว่า
ถาม – มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเร็วๆนี้ทางการสหรัฐต่อการลดภาษี จะเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯจะดูแลเศรษฐกิจไม่อยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเงินน่าจะไหลเข้ามาหาภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยมากขึ้น ท่านผู้ว่าการฯมองอย่างไร?
ตอบ – ผมไม่ได้มองอย่างนั้น แต่น่าจะเป็นการประณีประนอมทางการเมืองมากกว่า คือ เป็นการตัดสินใจของประธานาธิบดีหลังการแพ้การเลือกตั้งในสภาร่างที่ต้องประณีประนอม เพราะพรรครีพับรีกันเข้ามาเกินครึ่ง พอประธานาธิบดีจะขอผ่านร่างของฝ่ายประธานาธิดีกับสภาร่าง ก็คงต้องแลกกับการผ่านร่างสวัสดิการระดับร่างแลกกันกับการประกาศตัดภาษีออกไปอีก
แต่ที่น่าสนใจ คือ พอประกาศตัดภาษีออกไป ธนาคารพาณิชย์มองดีที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวกลับกระดกขึ้น แสดงว่าตลาดตอบสนองมาตรการมากกว่ามาตรการปริมาณ(QE2) ที่QE 2 ต้องการกดดอกเบี้ยลง เพื่อส่งเสริมกระตุ้นใช้จ่ายการอุปโภคเสียอีก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ต้องออกมาแก้เก้อว่าเห็นไหมมาตรว่าQE2ได้ผล







