
บอร์ดกนง.ค้านรัฐอุ้มค่าครองชีพ
บอร์ด ธปท. วอนรัฐเลิกอุ้มมาตรการค่าครองชีพ
บอร์ด ธปท. วอนรัฐเลิกอุ้มมาตรการค่าครองชีพ
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพ เพราะเศรษฐกิจก็มีการเติบโตได้ดี คนมีงานทำและมีรายได้มากขึ้น รัฐบาลเองก็มีการใช้จ่ายงบประมาณเกี่ยวกับลดค่าครองชีพไปเยอะแล้ว
“มาตรการค่าครองชีพจริงเริ่มตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนก็เดือดร้อน โดยเฉพาะระดับรากหญ้ามีปัญหาการว่างงานมาก ผู้ประกอบการก็เดือดร้อนส่งออกไม่ได้รายได้ตกต่ำ ก็มีเหตุผลที่รัฐบาลที่จะเข้าไปช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนั้นก็มีมาตรการเช็คช่วยชาติ มาตรการลดค่าครองชีพ ก็เป็นเรื่องดีในช่วงนั้นที่จะลดภาระให้กับประชาชน ลดค่าน้ำ ค่าไฟ รถเมล์ฟรี การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ทำให้เงินในมือก็เหลือมากพอก็มีการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจพอที่จะหมุนได้
นายพรายพล กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ ไม่มีเหตุผลแล้ว เพราะเศรษฐกิจก็มีการเติบโตได้ดี ผมคิดว่าคนมีรายได้มากขึ้นมีงานในระดับ และอีกเหตุผลหนึ่งคือรัฐบาลก็มีการใช้จ่ายงบประมาณเกี่ยวกับลดค่าครองชีพไปเยอะแล้วรัฐบาลเองก็มีงบประมาณขาดดุล 56 ปีติดต่อกัน หนี้สาธารณะก็มากขึ้น ตอนนี้ภาระด้านการคลังของรัฐบาลมีมากจริงๆ รัฐบาลควรจะใช้งบประมาณในการลงทุนประมาณ 20%
ตามหลักเกณฑ์รัฐควรจะต้องจัดสรรการลงทุน 25% ของงบประมาณ ในหลายปีที่ผ่านมามีการลงทุนไม่ถึง 20% บางปีมีงบการลงทุนไม่ถึง 10% ก็มี รัฐบาลอาจจะต้องจัดสรรเงินมา เพื่อที่จะช่วยอุดหนุนลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ฉะนั้นรัฐบาลควรที่จะยกเลิกมาตรการค่าครองชีพได้แล้วแม้จะใช้จ่ายไม่มาแต่นี้มันก็หลายเดือนมาแล้ว สะสมกันมากตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อปีรัฐบาลจะต้องจ่ายเงินเป็น12หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมค่าชดเชยราคาก๊าซอีก ไม่เช่นนั้นจะสูงขึ้น ยิ่งจะมีมาตรการที่จะไปอุดหนุนน้ำมันดีเซลยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลควรที่จะนำเงินและควรนำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การพัฒนาระบบการศึกษา และสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนโดยรวมมากกว่า
อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)เห็นด้วย แต่ควรจะตรึงราคาก๊าซหุงต้มเฉพาะในภาคครัวเรือน ซึ่งแนวทางที่ถูกต้อง คือ ควรใช้วิธีการแจกคูปองให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยอิงจากฐานผู้ใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วยต่อเดือน ซึ่งจะให้คูปองมีมูลค่า 5 บาทต่อแอลพีจี 1 กิโลกรัม หรือให้ครัวเรือนละ 50 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้รัฐบาลควรจะต้องยกเลิกการตรึงราคาแอลพีจีทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาการบิดเบือนกลไกตลาด และลดภาระกองทุนน้ำมันในการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น เช่น การอุดหนุนผู้ใช้แอลพีจีในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ ภาคอุตสาหกรรม และปิโตรเคมี เนื่องจากช่วง 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้เงินอุดหนุนแล้วถึง 92,000 ล้านบาท
"ไม่เหตุผลอะไรที่จะไปช่วยคนที่ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ คนที่ใช้ก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าฐานะการคลังมันไม่ดีพอที่จะมาอุดหนุนทั่วไป ถ้าช่วยควรจะช่วยเหลืออื่นๆมากกว่า"
นายพลายพล กล่าวว่า ถ้ามองภาพรวมการที่รัฐบาลออกนโยบายประชาวิวัฒน์ เป็นเรื่องที่ดี ประชาชนหลายกลุ่มที่ยังไม่มีหลักประกันในเรื่องอาชีพ การทำมาหาหรือไม่มีหลักประกันในเรื่องการค่าครองชีพในชีวิตตัวเอง หมายความในการหารายได้มีความไม่แน่นอน เช่นเกษตรกร ก็มีความไม่แน่นอนเรื่องเกี่ยวกับราคาขายสินเค้าเกษตรกร หรือมีความเสี่ยงจากการเกิด ซึ่งรัฐบาลก็พยายามที่จะทำมาตรการการประกันราคาสินค้าเกษตร และการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร แต่ยังรับประกันราคาสินค้าเกษตรเพียง 3 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ควรที่จะขยายการรับประกันราคาสินค้าเกษตรอื่นๆด้วย







