
การเมืองขย่มเรตติ้งไทยขยับ
การขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉียด 8% ในปี 2553 คงไม่ใช่เป็นเรื่องเด่นดังในแวดวงเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียว
การขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉียด 8% ในปี 2553 คงไม่ใช่เป็นเรื่องเด่นดังในแวดวงเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉียด 8% ในปี 2553 คงไม่ใช่เป็นเรื่องเด่นดังในแวดวงเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียว
เพราะหากจำกันได้ เมื่อเริ่มต้นปี 2553 ประเทศไทยได้รับข่าวดีจากนิตยสาร เดอะ แบงเกอร์ ของอังกฤษ ยกย่องนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็น รมว.คลังโลก และเอเชียแปซิฟิก
ผลงานที่เข้าตากรรมการ คือ การบริหารเศรษฐกิจให้ผ่านคลื่นลมที่แสนหฤโหดของเศรษฐกิจโลก และการเมืองภายในประเทศ
นิตยสาร เดอะ แบงเกอร์ ยกย่องนายกรณ์ ว่าเป็น รมว.คลัง ที่มีความกล้าในการตัดสินใจ และใช้นโยบายที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างได้ผล และทำให้เศรษฐกิจที่ตกต่ำกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ผลงานที่สำคัญของนายกรณ์ คือ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากเงินงบประมาณกลางปี 2552 วงเงิน 1.16 แสนล้านบาท
ผ่านโครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท จ่ายเบี้ยคนชรา เบี้ยคนพิการ และขึ้นเงินเดือนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)
โครงการเรียนฟรี 15 ปี โครงการประกันรายได้เกษตรกร โครงการต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพ โครงการต้นกล้าอาชีพ ช่วยลดคนตกงาน เป็นต้น
หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลก็ออกปฏิบัติการไทยเข้มแข็งครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการพัฒนาถนนหนทาง แหล่งน้ำ การศึกษา การสาธารณสุข และการท่องเที่ยว
โครงการไทยเข้มแข็งเป็นที่ฮือฮาอย่างมาก เพราะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนอกกรอบ มีการกู้เงินเพื่อปฏิบัติการนี้ถึง 8 แสนล้านบาท เป็นการกู้โดยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 แสนล้านบาท ซึ่งได้กู้หมดแล้วตามกำหนดเส้นตายที่ต้องกู้ภายในสิ้นปีนี้
ส่วนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท ถือว่าแท้งไป เพราะเดิมตั้งใจจะออก แต่ถูกวุฒิสมาชิกขู่คว่ำ ประกอบกับเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้
คลังยังมีผลงานออกมาตรการภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก ทั้งกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การปรับโครงสร้างหนี้
มาตรการภาษีส่งเสริมให้ต่างชาติมาตั้งสำนักงานในไทย การยกเว้นภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศ ธุรกิจสปา และรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน
นอกจากนี้ยังมีมาตรการภาษีด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกจำนวนมาก
ผลพวงที่ตามมาก็คือข่าวดีกว่า เมื่อบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ หรือเอสแอนด์พี ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลไทยจากระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) มาเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวคงไว้ที่ BBB+ ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่ A2 และตราสารหนี้ในประเทศระยะยาวที่ระดับ A ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงไว้ที่ระดับ A2
การปรับมุมมองเป็นมีเสถียรภาพ ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้มีการปรับลดลงมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2551 ที่เกิดปัญหาการเมืองรุนแรงในไทย
กลุ่มคนเสื้อแดงระดมพลล้มการประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยา พร้อมใช้ยุทธการป่าล้อมเมืองกดดันรัฐบาล ก่อนจะมาถึงเหตุการณ์จลาจลใหญ่เมื่อเดือน พ.ค. 2553 เป็นข่าวดังไปทั่วโลก
การปรับสถานะเครดิตนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน และมองว่าการเมืองไทยเริ่มเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาได้
แม้นายกรณ์จะมีผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่โดดเด่น แต่สุดท้ายก็หนีความจริงไม่พ้น
เมื่อข่าววงในที่ออกมาปรากฏ “รอยร้าว” ความขัดแย้งอย่างหนักกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
โดยจุดแตกหักอยู่ที่นโยบายประชาวิวัฒน์ ที่นายกรณ์ชิงตัดหน้าสร้างคะแนนนิยม ทั้งที่บทสรุปของนโยบายยังไม่สะเด็ดน้ำ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายกอร์ปศักดิ์มีท่าทีไม่พอใจนายกรณ์อย่างเห็นได้ชัด เพราะนโยบายดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันของทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล
นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมา รมว.คลัง ยังแสดงออกให้คนในพรรคประชาธิปัตย์จับทางได้ว่าเก้าอี้ รมว.คลัง นั้นเล็กเกินไปเสียแล้ว
ในข้อเท็จจริง นายกรณ์ก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวสู่ตำแหน่งที่ใหญ่กว่า รมว.คลัง ได้ เพราะหนึ่งใน “แบ็กอัพ” ของนายกรณ์นั้น ก็คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ “คอนเนกชัน” ส่วนตัวของ รมว.คลัง และภริยา ก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ทราบดี แต่ก็ไม่มีท่าทีที่ชัดเจนออกมา
ที่สำคัญคือ ยังคงต้องอาศัยมือไม้การทำงานของนายสุเทพ และนายกรณ์ต่อไป ทำให้นายกอร์ปศักดิ์ค่อนข้างบอบช้ำ
“ปัญหาของ รมว.คลัง ก็คือไม่มี สส.ในมือ ทำให้การก้าวขึ้นในตำแหน่งใหญ่กว่านี้ไม่มีน้ำหนักที่เพียงพอ” แหล่งข่าวเปิดเผย
ขณะที่การเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเดือน เม.ย. 2554 ถือเป็นการ “เดิมพัน” ครั้งสำคัญทางการเมือง
เพราะหากพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการลบคำสบประมาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรามาสว่า “เด็กสองคน” เล่นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
เพราะในข้อเท็จจริง สุดท้ายปรากฏว่าเศรษฐกิจไทยกลับโตวันโตคืน ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูถูกเอาไว้ แถมยังได้รับการปรับอันดับเครดิตเรตติ้งสูงขึ้นอีกต่างหาก
ที่สำคัญหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่หนุนหลังคนเสื้อแดงให้ออกมาสร้างเงื่อนไขจนสุดท้ายเกิดความรุนแรงจลาจลเผาเมืองในปี 2553 น่าจะทำให้เครดิตและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยเติบโตกว่านี้อย่างแน่นอน
ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในปี 2554 ต่อไป
แม้ว่าไทยจะจัดเป็นประเทศที่น่าลงทุน เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอ แต่การตัดสินใจลงทุนระยะยาว นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น
ในอนาคตเอสแอนด์พีอาจมีการพิจารณาปรับเพิ่มเครดิตของประเทศไทยสูงขึ้น หากสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพมากกว่าที่เป็นอยู่







