posttoday
ถอดบทเรียน31ปี’คณะรสช.’ รัฐประหารไม่ใช่คำตอบ

ถอดบทเรียน31ปี’คณะรสช.’ รัฐประหารไม่ใช่คำตอบ

23 กุมภาพันธ์ 2565

เวทีสาธารณะ 30 ปี พฤษภาประชาธรรม ถอดบทเรียน31ปี’คณะรสช.’ รัฐประหารไม่ใช่คำตอบ ทุกฝ่ายปรับวิธีคิดก่อนประเทศล้มเหลว “อดุลย์” เตือนทหารไม่มีวันชนะคนรุ่นใหม่ ปลุกปชช.สร้างนโยบายเป็นวาระแห่งชาติ "ปริญญา" ซัดยุครสช.ความขัดแยง้ทำให้การเมืองกระทบถึงสถาบัน 

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2565 ที่ห้องประชุม ศ.ดร.ประสาท หลักศิลา (ชั้น 2) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) มีการจัดเวทีสาธารณะ 30 ปี พฤษภาประชาธรรม “ประสานมิตร - ถอดบทเรียนการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ จาก รสช.ถึงเหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 35 บทบาททหารกับการเมืองไทย” โดย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวเปิดงาน ว่า ทุกปีที่มีการจัดงานรำลึกไม่มีใครทราบว่าตนเอง มีความสะท้อนหัวอกเจ็บปวดเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ตนต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยตัวเอง และกรรมการญาติวีรชนให้สามารถเดินต่อไปได้

ทั้งนี้บางคนอาจจะหลงลืมว่าตนเป็นคนหนึ่งในผู้เสียหาย ตนไม่ใช่นักเคลื่อนไหวแต่ตนสูญเสียลูกชายคนเล็กไป ในวัย 20 ปีมันเจ็บปวดมาก ที่สุดเราตัดสินใจว่าเราจะอโหสิให้ รสช. เพราะถ้าเราจะไปจากโลกนี้ด้วยความโกรธแค้น และถ้าเรานอนตายแล้ว ก็จะไม่มีความสุขใจ ถ้าเราพกความแค้นเอาไว้ โดยไม่อโหสิกรรมความแค้นก็จะวนเวียนอยู่ต่อไป เราคิดว่าถ้าทำอย่างนั้น จะทำให้สังคมสงบ แล้วเราก็บอกว่าลูกหลานเราก็มีอาชีพตำรวจ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าเราตำหนิเขา ก็เหมือนตำหนิลูกหลานตัวเอง ญาติวีรชนจึงไม่เคยขึ้นคำตำหนิหรือว่าทหารแม้แต่คำเดียว แม้ครึ่งคำยังไม่มี

“การรัฐประหารไม่ใช่วิธีการที่จะแก้ไขปัญหา ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ทางออกแล้วมองเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการทหารและการสืบทอดอำนาจ แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการต้องการต่ออำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอนาจสำหรับประเทศไทย ตลอดเวลา 30 ปี ผมฝันและหวังและตั้งใจอยากเห็นประเทศไทย พัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยประชาชนอยู่ดีกินดีอยู่อย่างด้วยสันติสงบสุข แต่มาทุกวันนี้ยังไม่เห็นแต่ก็ยังมีความหวังเพราะเห็นคนรุ่นใหม่ก็พยายามที่จะไล่ผู้สืบทอดอำนาจ” นายอดุลย์ กล่าว

ถอดบทเรียน31ปี’คณะรสช.’ รัฐประหารไม่ใช่คำตอบ

ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า ตนได้พยายามเตือนทุกฝ่าย โดยเฉพาะทหารขอให้สังวรตัวเองและสำนึกได้ว่าท่านไม่ใช่ผู้ชนะ กาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ อยากถามว่าคนที่คิดว่าพวกตนหรือคนที่ยึดอำนาจนี้ ยังอยู่ไหมแต่ผู้ชนะก็คือคนรุ่นใหม่ ที่เป็นเจ้าของประเทศเพราะฉะนั้นตนพยายามขอเรียกร้อง ให้ผู้มีอำนาจยอมรับความจริงว่ามันเป็นเรื่องของอนาคตคนรุ่นใหม่ คนที่จะเป็นเจ้าของประเทศต่อไป ก็คือคนรุ่นใหม่ไม่ใช่คนรุ่นเราที่โรยราไปตามกาลเวลา

“อยากจะฝากว่าสังคมต้องช่วยกัน สร้างนโยบายที่เป็นวาระแห่งชาติและในการกำหนดทิศทางของรัฐบาล ใครก็ได้ที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาลจะต้องทำ 1-2-3-4-5 เพื่อแก้ไขปัญหาและอยู่กันอย่างสงบ เพราะถ้าปล่อยให้การเมืองเรียกร้องและชูนโยบายหลอกลวง ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ประชาชนก็ยังคงเสียหายต่อไป แต่ถ้าประชาชนกำหนดทิศทางให้พรรคการเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นพรรคการเมืองเป็นรัฐบาลอนาคต ต้องเดินไปตามนั้นและคนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนอย่างแท้จริง” นายอดุลย์ กล่าว

จากนั้นมีการเสวนา โดย ฝ่ายประชาชน คนเดือนพฤษภา 2535 ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม (อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) 2535) , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. (อดีตแกนนำนักศึกษา ม.รามคำแหง) , นางลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-net) (อดีตครป. ในเหตุการณ์พฤษภา 35) , นายแพทย์ บัณฑิต ศรไพศาล เครือข่ายหมอในเหตุการณ์พฤษภา 35 , นายแพทย์ สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ (อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) 2534) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า และ นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจเพื่อสังคม

โดยนายจตุพร กล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภา 35 ทหารเข็ดหลาบยาวนานมากถึง 14 ปี ถึงจะเกิดมาใหม่ปี 2549 แต่นักเลือกตั้งเลือกตั้ง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ประชาชนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่มีวันที่จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารได้เลย วันนี้เลือกตั้งทุกระดับหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนแล้วไม่มีการซื้อเสียง เป็นเวลาที่นักเลือกตั้งเริงร่าที่สุด เมื่อก่อนเป็นการรบกันระหว่างคนถือปืน กับคนถึงเงินแต่ตอนนี้คนถือปืนถือเงินกลายเป็นคนเดียวกันแล้ว เพราะฉะนั้น 30 กว่าปีนี้เห็นว่าประเทศนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตย เรายังไม่เคยได้ประชาธิปไตยจริงๆแม้แต่วันเดียว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือบทเรียนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว วันนี้เราจะแก้ไขอย่างไร ก็ยอมรับว่ายากที่สุด

นายจตุพร กล่าวว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เขียนรัฐธรรมนูญปี 2560 ตนคิดว่ารัฐธรรมนูญปี 2534 ว่าเลวที่สุดแล้ว ปี 2560 โคตรเลว และยากที่จะไปปรับแก้ไขได้ยกเว้นบางมาตราที่ต้องการให้เป็นประโยชน์ หาสาระหลักๆไม่ได้ไม่สามารถไปแก้ไขได้เลย เรื่องประชามติก็เป็นประชามติจอมปลอม เพราะกลไกให้รณรงค์ฝ่ายเดียว คือฝ่ายเห็นด้วย ส่วนฝ่ายไม่เห็นด้วยจับขังอย่างเดียวค่ะ และออกแบบไว้เพื่อการฉีดเท่านั้นไม่ใช่การแก้ไข และคณะอื่นมาบริหารประเทศก็จะอยู่ยากมาก เพราะออกแบบให้คณะ 3 ป.อยู่บริหารประเทศเท่านั้น

“ถ้าคนไทยยังอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ปัญหาของประเทศไทยจะหนักกว่าและใหญ่กว่าเดิม พล.อ.ประยุทธ์นั้นวันดีคืนดีไปเซ็นหนังสือเข้าข้างสหรัฐอเมริการ่วมกับ 5 ชาติโดยไม่จำเป็นอะไรเลย ที่จะต้องไปเป็นปฏิปักษ์กับประเทศจีน ผมไม่ต้องการให้ประเทศไทยขึ้นกับจีนหรือสหรัฐ แต่เราต้องขึ้นกันเองเพราะเรื่องนี้จะเป็นชนวนให้ประเทศพังพินาศย่อยยับ เพราะทุกสาระการต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลานี้ และอีกไม่กี่วันข้างหน้าทุกอย่างจะเละหมด ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ไม่รู้ว่าผู้นำของเรานั้นโง่หรือหวังผลประโยชน์ ซึ่งเราจะเป็นประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายมาก”นายจตุพร กล่าว

ด้านนายปริญญา กล่าวว่า ปีนี้ครบ 31 ปีของการยึดอำนาจ 31 ปีที่แล้วได้เกิดการนองเลือดใน ขณะนั้นเรายังไม่เชื่อว่าจะมีการยึดอำนาจอีกแล้ว โดยในปี 2533- 2534 ยังมีหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า “ลาทีรัฐประหาร” และไม่มีใครเชื่อว่าจะมีความขัดแย้งทหารจะนำปืนมายิงประชาชน เราไม่เชื่อว่าจะเกิดแต่ก็เกิดขึ้นอีกก็หลายครั้ง แม้แต่รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ ก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2534 ไปไม่รอดสืบทอดอำนาจ และเปื้อนเลือดนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จึงได้ร่างใหม่ และแก้ไขใหม่ในปี 2538

“อยากถามว่าพอกันทีได้หรือไม่การรัฐประหาร เรื่องนี้ขอบอกทุกฝ่ายไม่ได้จะบอกเฉพาะทหาร ขอบอกไปยังนักการเมืองด้วยเพราะปีนี้เป็นปี 30 ปีเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และครบ 90 ปีของประชาธิปไตย ทั้งนี้วิธีการมีอำนาจในบ้านเมืองมีอยู่ 2 วิธีคือ 1. คือลงเลือกตั้ง 2.ปฏิวัติรัฐประหาร แต่ขณะเดียวกันจะโทษแค่ทหารนักการเมืองก็ไม่ได้ ต้องโทรนักธุรกิจจำนวนมาก ที่ชอบยัดเงินใต้โต๊ะให้ตัวเองได้งานชอบจ่ายเงินทอน เพื่อให้ตัวเองได้โครงการเป็นสาเหตุสำคัญ ของการรัฐประหารด้วย ดังนั้นประชาชนก็ต้อง ช่วยกันสรุปบทเรียนว่าจากนี้ไป ถ้ามีประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน มีการตรวจสอบมีความโปร่งใส นายกรัฐมนตรีต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ใช่บอกว่านาฬิกาเพื่อนยืมแล้วคืนจบกัน” นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวว่า ตำรวจกลายเป็นตำรวจอาชีพไม่ใช่ตำรวจภายใต้ทหาร และนายกฯ แบบนี้มีประชาธิปไตยที่โปร่งใส แม้คนในสังคมจะเห็นต่างก็ต้องไม่แตกแยก และต้องไม่เลยเถิดกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมาเราทำให้การเมือง กระทบไปถึงพระมหากษัตริย์ มีการนำรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้การเมืองกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พลเอกประยุทธ์ก็ไม่เข้าใจว่าพระองค์ท่าน ทรงอยู่เหนือการเมือง แต่คนที่ต้องรับผิดชอบคือนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็แล้วแต่นายกฯเป็นคนทูลเกล้าทั้งหมด แต่นายกไม่เข้าใจข้อนี้ ปัญหาความขัดแย้งจึงกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

“ทั้งหมดนี้จะกลับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็คงไม่ง่าย เพราะจนกว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้จะครบวาระ คือในเดือนพฤษภาคม 2567 เราจะอยู่กับส.ว.ที่เลือกนายก และเลือกองค์กรอิสระ เลือกศาลรัฐธรรมนูญและผลที่เกิดจากเลือกเอาไว้แล้วก็ยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่อง เราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญที่แย่กว่า ปี 2534 ไปหลายเท่า เพราะกลไกที่สืบทอดอำนาจผ่านส.ว. การรัฐประหารไม่ใช่การแก้ไขปัญหา แม้เราจะเห็นต่างกันหรือขัดแย้งกันก็ต้องว่ากันไปตามกติกา ไม่ใช่ไปเชิญทหารมาปฏิวัติ เพราะปฏิวัติแล้วเขาก็ต้องการที่จะสืบทอดอำนาจ ฉะนั้นการโปร่งใสตรวจสอบได้ และไม่มีเพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า 90 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการปฏิวัติครั้งใดแล้วได้มาซึ่งประชาธิปไตย และจำนวนที่ดีขึ้นเลยครั้งเดียวมีแต่แย่ล งเพราะฉะนั้นเราต้องให้การปฏิวัติหมดไป” นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวอีกว่า อยากฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีที่เคยบอกว่า ขอเวลาอีกไม่นานความสุขจะกลับคืนมา ไม่ทราบว่า ณ วันนี้มันคืออะไรเรามีแต่สังคมที่เหลื่อมล้ำมากขึ้น เจ้าสัวก็ยิ่งรวยขึ้นยิ่งปฏิบัติยิ่งแตกแยก เดิมแค่เสื้อเหลืองเสื้อแดง ไม่ได้กระทบไปถึงสถาบันสถาบันหลักของชาติอย่างทุกวันนี้ ถ้าจะชวนใครว่าหยุดหยุดปฏิวัติเป็นคนแรก ก็อยากจะบอกว่านายกรัฐมนตรีช่วยกรุณา บอกรุ่นน้องของท่านในกองทัพได้หรือไม่ว่า ให้เลิกทำและกองทัพก็ช่วยพูดชัดๆได้หรือไม่ว่า จากนี้ไปไม่ทำรัฐประหารแล้ว อย่าพูดแค่ทหารอาชีพไม่ยุ่งเรื่องการเมือง เพราะพูดทีไรยึดอำนาจทุกที กองทัพสัญญาได้หรือไม่ ด้านนางลัดดาวัลย์ กล่าวว่า พัฒนาการของการขับเคลื่อนภาคประชาชนมีมายาวนานและต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นให้เกิดเหตุการณ์พฤษภา 2535 เหตุการณ์ดังกล่าวเราเสียใจและไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก บทเรียนสำคัญคือเราต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าพดรัฐบาลโต้ตอบมา เราก็โต้ตอบกลับไป ขณะที่ผู้ชุมนุมเองไม่มีความพร้อมและไม่มีความเข้าใจ เป็นลักษณะอารมณ์พาไป มากกว่าพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ตรงนี้เป็นปัญหาสำคัญมาก

“อยากเสนอว่าเรามีโรงเรียนการเมืองได้หรือไม่ เพราะถ้าเราโดยทำทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะทำแค่ส่วนกลาง ก็จะไม่เป็นเรื่องของอารมณ์อย่างเดียว ที่พามวลชนออกมาเพราะความไม่พอใจไม่เป็นธรรม มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้สังคมรู้เท่าทันเรื่องนี้สำคัญมาก จะทำให้หลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ หากเราทำอย่างนั้นได้ก็จะมีคนรุ่นใหม่เข้ามา มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างสันติวิธี แต่ขณะที่การประทะความรุนแรงแล้ว ก็ต้องสรุปบทเรียนว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยสรุปบทเรียนความรุนแรงเลย ถ้าเราก้าวไปพร้อมการเรียนรู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น” นางลัดดาวัลย์ กล่าว

น.พ.บัณฑิต สวนไพศาล กล่าวว่า รัฐประหารไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาประเทศ และถ้าเราต้องการที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด คือต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ส่วนตัวมองว่าการที่ทหารปฏิวัติสำเร็จ จะต้องทำ 2 อย่างคือ 1.หนึ่งตีสองหน้าได้ 2.หักหลังได้ ตนคิดว่าสังคมอย่าอยู่ในจุดที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ยังไงการเปลี่ยนแปลงก็ดี แต่เราต้องออกแบบอย่างชาญฉลาด ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือด ไม่เกิดเหตุการณ์ยอดวีรชนที่จะต้องมาทุกข์อีก

น.พ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กล่าวว่า บทเรียนครั้งนั้นกระทบมาถึงปัจจุบันชัดเจนว่ารัฐประหารคือหายนะทางประชาธิปไตยทั้ง 3 ครั้งในชีวิตตน จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้สังคมไทยมีรัฐประหารขึ้นอีก คิดว่าถ้าจะก้าวข้ามรัฐประหารให้ได้ก่อนและไทยต้องไม่ใช่รัฐเดี่ยว ไม่ใช่อำนาจจากส่วนกลางหรือมหาดไทยมาคุม ควรมีการออกระเบียบในการเลือกตั้งกันเอง มีการจัดการงบประมาณกันเอ งให้การกระจายอำนาจไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าให้แบ่งเป็นรัฐๆ ถึงแม้ว่าปกครองตนเองก็ยังเป็นก็ยังเป็นรัฐไทย ก็อาจไม่ใช่การแยกเป็นเอกราช ถ้าอย่างนั้นการรัฐประหารก็จะเป็นไปไม่ได้และประชาธิปไตยไทยจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมาถ้าเราวิเคราะห์จาก ปี 2535 มาเปรียบเทียบกับปี 2565 นอกจากเข็มนาฬิกาประชาธิปไตยจะหยุดเดินแล้ว ยังเดินถอยหลังด้วยซ้ำไป เพราะนอกจาก เรื่องรัฐประหาร มีคนคิดว่าไม่น่าจะมีอีกแล้ว แต่พอผ่านมา 30 ปีกับเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าเดิม รวมทั้งในเรื่องของรัฐธรรมนูญหลายคนคิดว่าพอเกิดเหตุการณ์พฤษภา 35 หลายคนก็คงคิดว่า ไม่มีอีกแล้วการเขียนแล้วธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือสับทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร แต่กลไกที่พยามสืบทอดอำนาจมีมากขึ้น ดูได้จากกลไกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เปรียบเสมือนว่าเป็นอาวุธลับที่คสช. ยังไม่ได้นำมาใช้

นายพริษฐ์ กล่าวว่า บทบาทของทหาร รัฐประหารเป็นการแทรกแซงการเมืองที่ชัดที่สุด อยากให้รัฐธรรนูญแก้ไขให้ กองทัพตรวจสอบได้และโปร่งใสเทียบเท่ากับหน่วยงานราชการอื่น ทำอย่างไรให้กองทัพเท่าทันโลก หยุดมายาคติที่ว่าทำอย่างไรให้กองทัพผูกขาดความมั่นคง จึงขอเสนอ 4 ท. ที่จะช่วยปฏิรูปกองทัพ ไม่ให้เกิดการรัฐประหารอีก ว่า 1. ประชาชนต้องเท่าทันกองทัพ ทหารต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน 2. กองทัพต้องเท่าทันโลก มีความมืออาชีพมากขึ้น 3. อาชีพทหาร ต้องเท่าเทียมกับอาชีพอื่น 4. ทำให้ทหารมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน

ด้าน นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของตัวเอง เปลี่ยนระบบคุณค่าของตัวเองและต้องเชื่อว่าสิ่งที่ถูกต้องในท้ายที่สุดจะต้องเป็นผู้ชนะ ขณะที่ส่วนราชการก็ต้องเปลี่ยนโดยเฉพาะราชการที่มีอำนาจหรือกระบอกปืน ยิ่งให้ต้องเปลี่ยนถ้าคิดจะทำอย่างนี้ต่อไปอีก 30 ปี ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นแล้วถอยหลัง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ แต่เราจำเป็นต้องก้าวหน้าต่อไปไม่มีทางที่จะถอย ดังนั้นขอให้เปลี่ยนวิธีคิดก่อนที่ประเทศจะล้มเหลว หมายถึงข้าราชการทหารตำรวจ ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในปากเหวของการล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ในท้ายที่สุดถ้ายังทำอย่างนี้อยู่ปฏิวัติทุก 4 ปี ตั้งแต่ 2475 มาถ้าทำอย่างนี้ต่อไป ก็ไม่มีทางพัฒนาตัวเองได้ ถูกแทรกแซงตลอดเวลาด้วยการกระทำรัฐประหาร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท