posttoday
เมษานี้ชี้ชะตา ประชาภิวัฒน์

เมษานี้ชี้ชะตา ประชาภิวัฒน์

03 มกราคม 2554

ตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ารัฐบาลเดินหน้า “รัฐสวัสดิการ” เน้นเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และการสร้างหลักประกันรายได้และชีวิตให้กับคนไทยทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

ตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ารัฐบาลเดินหน้า “รัฐสวัสดิการ” เน้นเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และการสร้างหลักประกันรายได้และชีวิตให้กับคนไทยทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ารัฐบาลเดินหน้า “รัฐสวัสดิการ” เน้นเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และการสร้างหลักประกันรายได้และชีวิตให้กับคนไทยทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

 

เมษานี้ชี้ชะตา ประชาภิวัฒน์

บวกลบคูณหาร เฉพาะโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายหลักๆ จะพบว่ารัฐบาลใช้เงินไปแล้วกว่า 2.25 แสนล้านบาท

โครงการส่วนใหญ่ใส่ตรงเข้าไปที่มือของประชาชน โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอที่สุดในสังคม เช่น คนชรา คนพิการ คนที่อุทิศแรงกายช่วยคนรากหญ้าอย่าง อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)

อีกส่วนเข้าไปโอบอุ้มเกษตรกรที่ทำสวนไร่นา ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และถูกคนกลางกดรายได้มานาน

หากไม่นับโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐบาลที่ผ่านมา นโยบายรัฐบาล “ล็อตแรก” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าไปโอบอุ้มคนไทยกว่า 10 ล้านคน

เริ่มจากการจ่ายเบี้ยคนชราอายุ 60 ปีขึ้นไป 5.76 ล้านคน คนละ 500 บาท เป็นเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท

จ่ายเบี้ยให้คนพิการ 4,700 ล้านบาท และเงินตอบแทน อสม. 7,200 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกร 4 ล้านครัวเรือน วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท

มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ได้แก่ การลดภาระค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่ารถไฟ ค่ารถเมล์ การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ใช้เงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

ขณะที่โครงการหลักประกันสุขภาพ 63 ล้านคน เป็นเงิน 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ล่าสุดมีรากหญ้า 4.5 แสนราย ที่สามารถแก้ปัญหาและสามารถโอนเข้าระบบธนาคารได้แล้ว คิดเป็นเม็ดเงินที่ลดภาระดอกเบี้ยจากนอกระบบได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท

รวมทั้งยังจัดการเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน เช่น การออกโฉนดชุมชน การจัดตั้งธนาคารที่ดิน

พร้อมทุ่มเงินกว่า 4 แสนล้านบาท เพื่อเดินหน้าโครงการไทยเข้มแข็ง วงเงิน 4 แสนล้านบาท เน้นการลงทุนด้านสาธารณูปโภค แหล่งน้ำ

และที่เป็นข่าวฮือฮาส่งท้ายก่อนสิ้นปี 2553 รัฐบาลออกโครงการ “ประชาวิวัฒน์” เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับกลุ่มคนที่ทำงานอยู่นอกระบบกว่า 20 ล้านราย

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนขับแท็กซี่ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ภายใต้แนวคิดการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างหลักประกันให้กับชีวิต

นายกรัฐมนตรีเตรียมดีเดย์แถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ม.ค. 2554

สรุปว่าเรื่องลดรายจ่ายจะทำโดยการเจรจากับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อของดจ่ายส่วยให้กับกลุ่มคนนอกระบบ เช่น ยกเลิกส่วยสนามบินสุวรรณภูมิ สถานีขนส่งหมอชิต

เปิดให้ขึ้นทะเบียนคนขับวินมอเตอร์ไซค์ เปลี่ยนจากป้ายขาวเป็นป้ายแดง และดึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐช่วยปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มคนนอกระบบ วงเงิน 5,000 ล้านบาท

มีสินเชื่อเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ สินเชื่อเพื่อซื้อแท็กซี่ และรับรีไฟแนนซ์แท็กซี่จากธนาคารพาณิชย์มาเข้าโครงการนี้ได้

นอกจากนี้ ยังประสานประกันสังคม เพื่อสร้างหลักประกันเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้กลุ่มคนนอกระบบ ซึ่งยังไม่สรุปว่าสิทธิการคุ้มครองจะได้กี่กรณี เพราะต้องพิจารณาร่วมกับเงื่อนไขของการส่งเงินสมทบของคนกลุ่มนี้ด้วย

จะเห็นว่าเมื่อโครงการประชาวิวัฒน์ออกมากลับมีผลกระทบต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลที่ถูกโจมตีว่าทำโครงการประชานิยมไม่ต่างอะไรกับสมัยรัฐบาลก่อน

จึงมีทั้งเสียงปรบมือและเสียงด่าปะปนกันไป!!!

โดย นายสมชัย จิตสุชน จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่คิดว่าประชาวิวัฒน์คือประชานิยมแบบสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เหตุผลสำคัญ คือ เม็ดเงินที่รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มมีไม่มากเลย จำนวนเงินที่รายงานกันว่าสูงนั้นเป็นยอดสินเชื่อมากกว่า

เมื่อไม่ได้ใช้เงินมาก ผลเสียต่อวินัยการคลังก็ไม่น่าสูง!!!

คำถามที่สื่อและนักวิชาการน่าจะถามมากกว่า คือ ประชาวิวัฒน์ถือเป็นระบบสวัสดิการสังคมตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ว่าจะให้มีระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าภายในปี 2560 หรือไม่

“ประชาวิวัฒน์ขาดคุณสมบัติของระบบสวัสดิการถ้วนหน้าแน่นอน เพราะนโยบายที่นำเสนอไม่ได้มีหลักคิดเรื่องความถ้วนหน้าสำหรับคนไทยทุกคนอยู่เลย มีการกำหนดกลุ่มผู้รับประโยชน์เป็นกลุ่มๆ” นายสมชัย

นอกจากนี้ ประชาวิวัฒน์ก็ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ระบบสวัสดิการสังคมดูแลคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ไม่มีมาตรการดูแลเด็กเล็ก การเรียนฟรีของนักเรียนยากจน คุณภาพการศึกษา การให้สวัสดิการของแรงงานนอกระบบให้เท่าเทียมกับแรงงานในระบบ การฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มทักษะการทำงาน การดูแลคนแก่อย่างเพียงพอ เป็นต้น

แม้รัฐบาลจะได้ออกนโยบายก่อนหน้าในเรื่องเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพคนชราถ้วนหน้าและคนพิการ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องดีที่น่าชมเชย แต่ก็ยังไม่ได้ถือโอกาสปรับปรุงให้ดีขึ้นในชุดนโยบายประชาวิวัฒน์

“แม้ประชาวิวัฒน์จะไม่ใช่ประชานิยม แต่ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบบสวัสดิการสังคมที่ควรเป็นเช่นกัน” นายสมชัย ระบุ

อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงที่ริเริ่มโครงการนี้ จะออกมาอธิบายว่าการเดินหน้าโครงการดังกล่าวไม่เป็นภาระต่องบประมาณ และมีการทำวิจัยสำรวจความต้องการของประชาชน

รวมถึงการจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจระดมสมองกว่า 30 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอามาทำ “ห้องแล็บ” เพื่อเฟ้นหามาตรการที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ตรงใจให้กับกลุ่มคนนอกระบบ

จนรัฐบาลถูกมองว่าการปลุกกระแสช่วยกลุ่มคนนอกระบบผ่านการเดินหน้าโครงการประชาวิวัฒน์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินหน้าเตรียมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปี 2554

เดี๋ยว เม.ย. นี้ ก็จะได้รู้กันว่าประชาวิวัฒน์จะสนับสนุนให้ประชาธิปัตย์กลับมาหรือไม่

ความจริงไม่น่าแปลกใจว่าประชาวิวัฒน์ไม่ถูกออกแบบให้เป็นฐานรากของระบบสวัสดิการถ้วนหน้า เพราะเท่าที่ทราบกระบวนการร่างชุดนโยบายนี้ขาดมุมมองจากภาคประชาชนและไม่ได้มีวิธีการศึกษาอย่างที่ควรเป็น ที่ได้ยินมาคือมีการเชิญผู้คน ‘จำนวนหนึ่ง’ ประชุมร่วมกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยจ้างบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่งด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคารรัฐ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐบาลสั่งมาเท่านั้น ดังนั้นแม้จะมีข้อดีในเรื่องความเป็นไปได้และรายละเอียดของการดำเนินการ แต่ขาดมุมมองภาคประชาชนอย่างแน่นอน

ดังนั้นแม้ประชาวิวัฒน์จะไม่ใช่ประชานิยม แต่ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบบสวัสดิการสังคมที่ควรเป็นเช่นกัน

ล่าสุด รัฐบาล เตรียมออกโครงการประชาวิวัฒน์ เพื่อช่วยเหลือคนนอกระบบ

ให้ได้รับสวัสดิการและให้ธนาคารตั้งวงเงินปล่อยกู้เบื้องต้นไว้ 5,000

ล้านบาท เพื่อให้คนกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าถึงแหล่งเงิน


จนมีคนเปรียบให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เป็น " ซานตาครอสคนใหม่

" ที่ใจใหญ่ไม่แพ้ " พี่แม้ว หน้าเหลี่ยม " เพราะในปี 2553 ที่ผ่านมา

ซานต้ามาร์ค ควักเงินจ่ายเพื่อเดินหน้าทำโครงการรัฐสวัสดิการที่ว่ามานี้ไป

ไม่น้อยกว่า 6 7 แสนล้านบาท

แต่ผลลัพธ์กลับยังไม่โดนใจ " ประชาชน " มากนัก จึงมีทั้งเสียปรบมือ

และเสียงด่า ปะปนกันไป

แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่านี้คือเรื่องเด่นอีกเรื่องหนึ่งของนโยบายรัฐบาบที่ต้องจับตาดูต่อว่าในปี

2554 จะมีโครงการอะไรออกมาเพิ่ม

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2554 นี้หรือไม่ และ

อภิสิทธิ์ จะสามารถเดินหน้านโยบายรัฐสวัสดิการให้ได้อย่างที่ตั้งความหวังไว้ในปี

2560 นี้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท