posttoday
"หมออุดม" รับจำเป็นปลดโควิดพ้นผู้ป่วยฉุกเฉิน เร่งสกัดยอดไม่ให้เกิน2หมื่นราย/วัน

"หมออุดม" รับจำเป็นปลดโควิดพ้นผู้ป่วยฉุกเฉิน เร่งสกัดยอดไม่ให้เกิน2หมื่นราย/วัน

11 กุมภาพันธ์ 2565

ที่ปรึกษา ศบค. เผย สธ.คาดสิ้นเดือนกพ. ยอดติดเชื้อพุ่งแตะ 1.8หมื่นคนต่อวัน เร่งสกัดไม่ให้เกิน 2 หมื่นราย ยอมรับจำเป็นปลดโควิดพ้นผู้ป่วยฉุกเฉิน รัฐบาลแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ยันให้เวลาเตรียมตัว ไม่ยกเลิกกระทันหัน

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.65 นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษา ศบค. กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่ายังเป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ สิ้นเดือนกพ.นี้ ตัวเลขการติดเชื้อจะสูงขึ้น 17,000 -18,000 คน แต่จะพยายามไม่ให้สูงเกิน 20,000 คน เพราะทางการแพทย์เริ่มเหนื่อยล้าและปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ต้องใช้งบประมาณในการเดินหน้า ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยถือว่าจำนวนผู้ป่วยรุนแรงลดลงกว่า 10 เท่า จาก 500 รายเหลือเพียง 100 รายเท่านั้น ยืนยันระบบสาธารณสุขของไทย ยังสามารถรองรับได้ แต่ก็อยากให้คนไทยรักษาวินัยในตัวเองตามมาตรการที่ดีอยู่ และให้เพิ่มมากขึ้นที่ รวมถึง อยากให้ประชาชนเร่งฉีดเข็มสาม เพราะวัคซีนมีเพียงพอ อีกทั้งมีข้อมูลที่ชัดเจนว่า วัคซีนสามารถป้องกันความรุนแรง หลังจากการติดเชื้อได้ทุกยี่ห้อ และเป็นสิ่งที่อยากจะให้ทุกคนช่วยกันประชาสัมพันธ์ ไม่ตื่นตระหนกกับตัวเลขการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ และอีกสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือไม่อยากให้ตัวเลขเพิ่มขึ้น

นพ.อุดม กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าทำไมไทยจะต้องยกเลิกโรคโควิด-19 ออกจากบริการยูเซ็ป หรือการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ แล้วให้ไปใช้สิทธิ์ ตามหลักประกันสุขภาพของแต่ละบุคคลทั้งบัตรทอง ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ ที่จะเริ่มในวันที่ 1 มีนาคมนี้ นั้น ขอให้ประชาชนเข้าใจว่าที่ผ่านมาว่าที่ผ่านมารัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 ฟรีที่ไม่มีประเทศใดดำเนินการเท่ากับประเทศไทย และต้องยอมรับว่ารัฐบาลรองรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว เพราะ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงจำเป็นจะต้องทำให้ทุกอย่างเข้าสู่ระบบ เพื่อให้โรคโควิด -19 เป็นโรคประจำถิ่นให้ได้ เพียงแต่รัฐบาลจะไม่ใช้เวลารวดเร็ว จะค่อยๆ ทำไปในช่วงอีกหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้านี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านและปรับไปตามบริบทตามข้อมูล เพื่อประกาศและเตรียมพร้อมของประชาชน เพื่อให้ชีวิตต้องดำเนินไปได้ เศรษฐกิจไปได้

ที่ปรึกษา ศบค. กล่าวอีกว่า เรื่องการฉีดวัคซีนในเด็ก ที่พ่อแม่ผู้ปกครอง มีความกังวลและพาบุตรหลานไปวัคซีนฉีดน้อย เพราะกังวลวัคซีน mRNA และล่าสุด มีการปรับเป็น วัคซีนชิโนแวคและซิโนฟาร์ม แต่ก็ยังมีการฉีดน้อย จึงขอให้ประชาชนผู้ปกครองเปลี่ยนไปฉีดได้ หากกังวลการฉีดไฟเซอร์แต่เมื่อฉีดไปเข็มสอง ก็จะทำให้ภูมิในการคุ้มกันเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงได้มีการปรับสูตรไขว้สำหรับฉีดในเด็กด้วย

ทั้งนี้ ยืนยันกรณีผลข้างเคียงในเด็กที่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น แม้จะเกิดขึ้นจริงแต่มีเปอร์เซ็นต์น้อย ซึ่งกลุ่มที่เกิดเยอะสุดคือเด็กที่มีอายุตั้งแต่16 – 18 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง หรือ 70คน ต่อจำนวนประชากร 1 ล้านคน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท