posttoday
2554ปีทองอภิสิทธิ์ ทองแท้ไม่ต้องกลัวการพิสูจน์

2554ปีทองอภิสิทธิ์ ทองแท้ไม่ต้องกลัวการพิสูจน์

01 มกราคม 2554

ผู้เขียนอยู่ในฝ่ายของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์น่าจะ ลากยาว คงจะยุบสภาและไปเลือกตั้งเอาปลายปี ซึ่งเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อในเรื่องนี้ของผู้เขียนก็คือ ยิ่งให้เวลานานก็จะยิ่งเพิ่มพูน ความเก๋า

ผู้เขียนอยู่ในฝ่ายของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์น่าจะ ลากยาว คงจะยุบสภาและไปเลือกตั้งเอาปลายปี ซึ่งเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อในเรื่องนี้ของผู้เขียนก็คือ ยิ่งให้เวลานานก็จะยิ่งเพิ่มพูน ความเก๋า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

2ปี ที่นายอภิสิทธิ์อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลายคนคงจะจับตามองว่านายอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้จะเป็นไปได้ถึงไหน ซึ่งในส่วนตัวของผู้เขียนเคยให้ความเห็นไว้เมื่อตอนที่มีการจัดตั้งรัฐบาลกันเมื่อต้นปี 2552 ว่า คงจะอยู่ได้อย่างมากก็ 2 ปี

สิ่งที่ผู้เขียนใช้วิเคราะห์ก็คือเทคนิคง่ายๆ ที่เรียกว่า SWOT (ที่ว่าง่ายเพราะมีองค์ประกอบเพียง 4 ตัว คือ จุดแข็ง = Strength จุดอ่อน = Weakness โอกาส = Opportunity และภัยคุกคาม = Threat แต่ต้องมองแต่ละสิ่งเหล่านั้นให้ละเอียดครอบคลุม จึงจะมีความแม่นยำ ส่วนมากจะใช้ในการวางแผนเพื่อพัฒนาองค์กร) โดยพิจารณาผู้แสดงทางการเมืองที่สำคัญ 3 กลุ่ม คือ รัฐบาล รัฐสภา และกลุ่มองค์กรการเมืองรายรอบ

ในส่วนของรัฐบาล จุดแข็งก็คือมีกองทัพเป็นผู้สนับสนุน แต่จุดอ่อนก็คือภาพลักษณ์ของพรรคร่วมบางพรรคและปัญหาการยอมรับหรือความชอบธรรมในคนบางกลุ่ม โอกาสก็คือมีกติกาตามรัฐธรรมนูญหนุนหลัง ส่วนภัยคุกคามก็คือผลประโยชน์ที่ขัดกันของพรรคร่วมรัฐบาล

2554ปีทองอภิสิทธิ์ ทองแท้ไม่ต้องกลัวการพิสูจน์

ในส่วนของรัฐสภา จุดแข็งก็คือมีรัฐธรรมนูญคอยค้ำยัน แต่จุดอ่อนก็คือประสิทธิภาพและภาพลักษณ์ โอกาสก็คือยังได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนภัยคุกคามก็คือการปฏิวัติรัฐประหารที่ทำให้ล้มลุกคลุกคลาน

ในส่วนของกลุ่มการเมืองรายรอบ จุดแข็งก็คือการขยายตัวในวงกว้างและลึก (มีความสนใจหลากหลายและมุ่งผลอย่างจริงจัง) แต่จุดอ่อนก็คือการกระจายและ|ไม่คงทน โอกาสก็คือกระแสโลกาภิวัตน์ที่เน้นการมีส่วนร่วม ส่วนภัยคุกคามก็คือการถูกใช้เป็นเครื่องมือแบบมีฝักฝ่าย

ผู้เขียนมีสมมติฐานว่า ถ้า SWOT ในเรื่องจุดอ่อนและภัยคุกคามของทั้ง 3 กลุ่มผู้แสดงการเมืองข้างต้นไม่เปลี่ยนแปลง รัฐบาลน่าจะมีอายุสั้น โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลคุมรัฐสภาไม่ได้และเอากลุ่มการเมืองรายรอบไม่อยู่ แต่ปรากฏว่าในเดือน เม.ย. 2552 รัฐบาลสามารถยกตัวขึ้นมาเหนือกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ด้วยชัยชนะต่อความรุนแรงด้วยความอดกลั้นและอดทน เช่นเดียวกันกับในปี 2553 ที่ได้มีเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นอีก แต่รัฐบาลก็ฝ่าฟันมาได้อย่างอึดอัดและใจหายใจคว่ำ

ชัยชนะของรัฐบาลต่อคนเสื้อแดงในเดือน พ.ค. 2553 นี่เองที่ทำให้รัฐบาลสามารถลากยาวได้มาอีกปี ทั้งนี้ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิด “ผลข้างเคียง” หรือ “ผลพลอยได้” ดังต่อไปนี้

หนึ่ง ทำให้ขบวนการคนเสื้อแดงอ่อนตัวลงและส่งผลถึงการยอมรับในสังคม โดยถูกมองจากสังคมว่าคนเสื้อแดงที่ยังชุมนุมกันอยู่นี้เป็นแค่ “กลุ่มเล่นไม่เลิก” และคงไม่กล้าใช้ความรุนแรง เพราะนั่นได้สร้างความหวาดกลัวแก่คนทั่วไปจนไม่อาจยอมรับได้ และความอ่อนตัวนี้ยังรวมถึงในพรรคเพื่อไทยที่ก็มีสาเหตุความพัวพันเป็นกลุ่มเดียวกันกับคนเสื้อแดง ร่วมกับปัญหาในโครงสร้างและกระบวนการของพรรคที่ยังขาดหัว แขนขากระจาย จนไม่เป็นโล้เป็นพายในขณะนี้

สอง สร้างกระแสของความปรองดองและการปฏิรูป คล้ายๆ กันกับที่เหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 ได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองในยุคก่อนหน้านั้นกระนั้น ซึ่งรัฐบาลก็ได้ใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการสร้างความชอบธรรม คือสร้างผลงานไปสู่การยอมรับ เท่ากับได้ช่วยยืดอายุให้รัฐบาลไปได้อีกระยะหนึ่ง และบางคณะกรรมการก็ทำงานเสร็จแล้ว อย่างคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ในขณะที่ชุดอื่นๆ ก็ยัง “ซื้อเวลา” ให้กับรัฐบาลได้อีกพอควร

สาม เพิ่มพูนภาวะผู้นำให้กับนายอภิสิทธิ์ จากภาพลักษณ์ของ “เด็กอมมือ” ในช่วงต้นๆ และเหมือนจะไม่มีบารมีอะไรเพราะถูกคนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล “กดหัว” เอาไว้ แต่วิกฤตในช่วงฤดูร้อนของทั้งสองปีที่ผ่านมาได้เพิ่ม “วุฒิภาวะ” ให้กับนายอภิสิทธิ์ได้เกินคาดคิด (คล้ายๆ กับที่ปูมโหรท่านบอกว่า “เสพวิกฤตเป็นภักษาหาร”) และนี่เองที่ทำให้รัฐบาลได้รับอานิสงส์เกิดความเข้มแข็งตามมาด้วย คือแต่เดิมที่นายอภิสิทธิ์อาจจะมีภาพลักษณ์ทางสังคมที่ดี (รูปหล่อ การศึกษาดี ครอบครัวดี ความมุ่งมั่นดี) ก็บังเกิดมีภาพลักษณ์ ทางการเมืองที่ดีขึ้นมาอีก (อดทน มุ่งมั่น รอบคอบ กล้ารับผิดชอบ)

ดังนั้น ในปีเสือที่ผ่านมาคุณอภิสิทธิ์จึงถูกเรียกขานจากสื่อจำนวนหนึ่งว่า “พยัคฆ์ติดปีก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังพ้นการถูกยุบพรรค (อย่างเง็งและเซ็งกระบ๊ง-ขออนุญาตใช้ภาษาวัยรุ่นรุ่นก่อนบ้าง) และอาจจะส่งผลให้ในปีกระต่ายปีนี้คุณอภิสิทธิ์กลายเป็นผู้วิเศษที่ทุกคนต้องเรียกหา เหมือนยาธาตุน้ำขาวยี่ห้อหนึ่งที่ใช้ตรา “กระต่ายบิน”

ผู้เขียนอยู่ในฝ่ายของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์น่าจะ “ลากยาว” คงจะยุบสภาและไปเลือกตั้งเอาปลายปี ซึ่งเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อในเรื่องนี้ของผู้เขียนก็คือ ยิ่งให้เวลานานก็จะยิ่งเพิ่มพูน “ความเก๋า” หรือเหลี่ยมการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ให้แพรวพราวมากขึ้น และก็ด้วย “เรื่องเหลือเชื่อ” หลายๆ อย่าง อย่างวิกฤตที่เกิดขึ้นใน 2 ปีที่ผ่านมา แทนที่จะทำลายคุณอภิสิทธิ์ให้จมดินลงไป แต่กลับ “ขัดผิว-เติมลม” ให้คุณอภิสิทธิ์ดูราบรื่นและฟูฟ่อง อย่างกับว่าในอดีตนั้นคุณอภิสิทธิ์ทำบุญด้วยการ “ซื้อหวย” ถวายวัดกระนั้น ในชาตินี้จึงได้ “ถูกหวยการเมือง” อยู่บ่อยๆ และส่วนมากจะเป็น “แจ็กพอต” หรือรางวัลใหญ่ๆ ทั้งนั้น

ดังนั้น ถ้าในปี 2554 นี้ คุณอภิสิทธิ์เกิดถูกรางวัลที่หนึ่งอีกครั้ง เช่น มีม็อบที่แรงๆ และคุณอภิสิทธิ์สามารถเอาชนะได้อีก นอกจากจะเพิ่มพูนบารมีให้คุณอภิสิทธิ์อีกหลายกิโลขีดแล้ว ยังอาจจะต่ออายุในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้ต่อไปได้อีกนาน โดยเฉพาะผลจากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2554 นั้น ก็น่าจะนำชัยชนะมาสู่พรรคประชาธิปัตย์ให้ได้|เสียงมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกันนั้นก็สร้างความเกรงอกเกรงใจให้เกิดแก่พรรคที่จะมาร่วม คุณอภิสิทธิ์ก็จะได้แสดงภาวะผู้นำที่แท้จริงออกมา ซึ่งในรัฐบาลสมัยหน้านั้นคุณอภิสิทธิ์ก็จะได้แสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่

2 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้วิพากษ์วิจารณ์คุณอภิสิทธิ์ไว้มากมาย อย่างเช่นเรียกคุณอภิสิทธิ์ว่า “ลูกน้อยหอยสังข์” ในภาพลักษณ์ที่เป็นเด็กและต้องพึ่งผู้พิทักษ์รอบด้าน รวมทั้งเรียกรัฐบาลชุดนี้ว่า “เทพประทาน-มารอุ้มสม” ที่คงไม่ต้องแปลอะไรมาก จึงหวังว่าในปีต่อไปนี้คงจะเป็น “สังข์ทองคะนองศึก” และเปลี่ยนชื่อรัฐบาลเป็น “ราษฎรประทาน-มารสูญพันธุ์” ให้ดูดีขึ้นบ้าง

ออกมาจากเปลือกหอยแล้วพิสูจน์ “ความเป็นทองแท้” ได้แล้วครับคุณอภิสิทธิ์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท