posttoday
นนทิกร หัวหอกปฏิรูปข้าราชการ

นนทิกร หัวหอกปฏิรูปข้าราชการ

01 มกราคม 2554

ฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนประเทศ บอกเล่าถึงของขวัญในปี 2554 ที่อยากให้ประชาชนช่วยกันติดตามในปีนี้คือการแก้ไขปัญหาซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการไทย....

ฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนประเทศ บอกเล่าถึงของขวัญในปี 2554 ที่อยากให้ประชาชนช่วยกันติดตามในปีนี้คือการแก้ไขปัญหาซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการไทย....

โดย...ทีมข่าวการเมือง

สู่ปี 2554 ทุกองคาพยพไม่อาจย่ำเท้าอยู่กับเรื่องราวในอดีตต่างเดินหน้าขับเคลื่อนแสวงหาสิ่งใหม่สิ่งดี เช่นเดียวกับวงการข้าราชการไทยหากโฟกัสกันดีๆ ก็พบว่า มีความพยายามเปลี่ยนแปลงสรรสร้างมิติใหม่ในปีเถาะนี้เช่นกัน

“ผมไม่มีของขวัญชิ้นใดมีค่าเท่าการทำงานให้หนักเหมือนหุ่นยนต์อย่างมุ่งมั่น และทุ่มเทตามสิทธิหน้าที่อันถูกต้องเพื่อให้คุ้มกับเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน”

บทสนทนาแรกของ นนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ เลขาธิการ ก.พ. ซึ่งสละเวลามาสนทนาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีศักราชใหม่กับโพสต์ทูเดย์

นนทิกร หัวหอกปฏิรูปข้าราชการ

ฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนประเทศ บอกเล่าถึงของขวัญในปี 2554 ที่อยากให้ประชาชนช่วยกันติดตามในปีนี้คือการแก้ไขปัญหาซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการไทย

การประชุม ก.พ. ครั้งล่าสุดเคาะกันเรียบร้อยให้มีการปรับแก้หลักเกณฑ์ หรือวิธีการในการคัดสรรผู้บริหารระดับกลางและสูง โดยเฉพาะระดับปลัดกระทรวงที่เดิมเป็นอำนาจของรัฐมนตรีประจำกระทรวงล้วนๆ ก็จะมีกระบวนการคัดสรรจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ข้อเสนอใหม่ที่ได้บรรจุไว้ในกฎ ก.พ. เรื่องการโอนย้ายมาตรา 63 ของระเบียบข้าราชการพลเรือน จะเปิดโอกาสให้มีการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกขึ้นมา 1 ชุดต่อ 1 กระทรวง ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลจากภายนอกอันเป็นที่ยอมรับในสังคมเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดเลือกปลัดกระทรวง
 
สำหรับระดับอธิบดีกลไกการสรรหาคล้ายคลึงกัน คือจะมีกรรมการทั้งจากภายในและภายนอกเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสรรหา

“อย่าไปเรียกว่าตัดอำนาจหรือถ่วงดุลฝ่ายการเมืองเลย เพราะถ้ามองด้วยจิตใจเป็นกลางและเป็นธรรม ทุกฝ่ายก็อยากได้คนดีคนเก่งเข้ามาทำงานเป็นปลัดกระทรวงด้วยกันทั้งสิ้น” เลขาธิการ ก.พ. ขมวดคิ้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มจริงจัง

ทั้งนี้ ระบบสรรหาเดิมปลัดกระทรวงคนเก่าที่จะเกษียณอายุราชการเป็นผู้เสนอชื่อปลัดกระทรวงคนใหม่ 1 ท่าน ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ แต่ระบบใหม่นี้ต้องมีกรรมการคัดเลือกที่เป็นกรรมการทั้งภายในและจากภายนอกกระทรวงนั้นๆ เพื่อให้ได้รายชื่อผู้เหมาะสมจำนวน 3 รายชื่อ นำเสนอให้รัฐมนตรีประจำกระทรวงรับทราบ

อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งว่าที่ปลัดกระทรวง 3 รายชื่อนั้น ทางเจ้ากระทรวงต้องไปจัดทำบัญชีรายชื่อ ประวัติ และผลงานการทำงานนำคนที่เหมาะสมทั้งหมดในกระทรวงเสนอผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้พิจารณา สำหรับที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นไปตามที่ทาง ก.พ.กำหนดและรับรอง เช่น เป็นกรรมการ ก.พ. ก.พ.ค. หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ส่วนราชการนั้นๆ เสนอ เป็นต้น

ทั้งนี้ ทางกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดสรร เช่น อาวุโสด้านอายุ หรืออาวุโสด้านประสบการณ์ทำงานที่สะท้อนผ่านความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เพียงอายุมากอย่างเดียว

“เกณฑ์นี้น่าจะแก้ปัญหาซื้อขายตำแหน่ง หรือเด็กเส้นได้ในระดับหนึ่ง เพราะจะมีการเปรียบเทียบกันเองกับคู่แข่งต่างๆ ที่มีกรรมการจากภายนอกเป็นผู้ทำเปรียบเทียบให้ได้เห็นว่าใครเหมาะสมกว่ากัน”

นอกจากนี้ การสร้างกลไกล้างบางการซื้อขายตำแหน่งแล้ว ทาง ก.พ.วางเป้าหมายจะทำระบบการสรรหาข้าราชการไทยใหม่ให้รวดเร็วและได้ทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณภาพมากกว่าเดิม เนื่องด้วยระบบการสรรหาปัจจุบันทำให้คนดีคนเก่งๆ หนีไปทำงานบริษัทเอกชนกันหมด

กล่าวคือกระบวนการสอบคัดเลือกภาค ก ข หรือ ค ใช้เวลายาวนานถึง 8 เดือน แต่เป้าหมายในปีหน้าจะทำอย่างไรให้ย่นระยะเวลาการสอบคัดเลือกให้เหลือ 4-5 เดือน เพื่อให้นิสิต นักศึกษา ที่เรียนจบใหม่ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานให้เร็วกว่านี้ และเพื่อคัดคนเก่งคนดีให้เข้ามารับราชการได้เร็วขึ้น เนื่องจากบุคลากรเหล่านี้จะไปทำงานกับภาคเอกชนหมด เพราะไม่ทนรอระบบสรรหาข้าราชการที่ใช้เวลานานเกินไป

“อาจจะเลื่อนการสอบภาค ข หรือ ค ก่อน เพื่อคัดบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทางก่อน เพราะหากเปิดให้มีการสอบภาค ก ก่อน จะมีคนเข้ามาสอบจำนวนมากนับแสนๆ คน และกว่าจะคัดกรองไปจนขั้นสุดท้ายเหลือจำนวนน้อย หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยให้มีการสอบภาค ก ได้เร็วกว่านี้”

************************

ผลงานเด็ดปี53

สําหรับผลงานชิ้นโบแดงในรอบปี 2553 นนทิกร บอกว่า ก.พ.ได้เร่งรัดให้ออกกฎหมายลูกต่างๆ เพื่อจะให้เป็นหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ เรื่องแรก คือ การเร่งรัดนำระบบการประเมินผลงานข้าราชการระบบใหม่มาใช้ กล่าวโดยสรุปคือการประเมินผลการทำงานด้วยการทำตัวชี้วัด โดยให้ส่วนราชการจัดทำตัวชี้วัดข้าราชการตามผลงาน

นนทิกร หัวหอกปฏิรูปข้าราชการ

“สมัยก่อนเวลามีการปรับขึ้นเงินเดือน จะมีโควตาให้ 2 ขั้น โดยส่วนใหญ่จะได้ขั้นครึ่ง หรือประมาณ 70% ในขณะที่ข้าราชการส่วนน้อยจะได้ขึ้น 2 ขั้น แต่ระบบเก่าแบบนี้ไม่ได้กระตุ้นให้ข้าราชการกระตือรือร้น แต่กลับมีความรู้สึกว่าทำงานดีอย่างไรก็ได้ขั้นครึ่ง พอมาในระบบใหม่พยายามเน้นเรื่องผลงาน ตามหลักการคือใครทำงานก็จะได้รับการพิจารณารับผิดชอบตามไปด้วย โดยในระบบใหม่ต้องแจกแจงผลงาน 5 ระดับ ดังนั้น ใครทำหรือไม่ทำงานก็จะได้เห็น”

สำหรับการแจกแจงเรื่องของการขึ้นเงินเดือนต้องมีรายละเอียดอย่างน้อย 5 กลุ่มเช่นกัน เพราะนี่จะเป็นตัวกระตุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งมีการประเมินผลงานไปแล้ว 2 รอบ โดยรอบแรกเมื่อเดือน เม.ย. และรอบ 2 เมื่อเดือน ต.ค. 2553 ที่ผ่านมา

เขาบอกว่า หากจะให้ประเมินการทำงานของข้าราชการในรอบปีที่ผ่านการประเมินมาแล้ว 2 รอบนั้น มีความขัดข้องในเรื่องของเทคนิคบางอย่าง เช่น ส่วนราชการหลายแห่งที่อยู่ในส่วนของผู้บังคับบัญชาจะเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจได้มากกว่าเดิม และบังคับให้ทุกคนต้องทำตัวชี้วัดโดยมีเป้าหมายในการทำงาน เพื่อเป็นการประเมินโดยเห็นตัวชี้วัดมาเปรียบเทียบกับเป้าหมาย ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้ว่า นาย ก. ทำงานดีกว่า นาย ข. ด้วยเหตุใด ไม่ใช่การหมุนเวียนหรือเวียนเทียนกันขึ้นเงินเดือน หรือ 2 ขั้นให้ลูกน้องอีกต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในระบบเอกชนกำลังดำเนินการอยู่ และสามารถตอบคำถามให้แก่สาธารณชนได้ดีกว่าระบบเดิม โดยทุกหน่วยงานต้องเข้ามาใช้ระบบนี้

เลขาฯ ก.พ.อธิบายเพิ่มเติมการทำตัวชี้วัดและผลงานว่า การทำงานดีขึ้นพอมาประเมินในครั้งที่ 2 เมื่อเดือน ต.ค. แม้แรกๆ จะมีความสับสนในระบบอยู่บ้าง แต่พอมีการประเมินผลงานครั้งที่ 2 ก็มีความเข้าใจกันมากขึ้น แม้จะยังงงกันอยู่ว่าเราจะประเมินอะไรกัน เพราะเดิมทีการประเมินผลงานของระบบราชการไม่ค่อยได้ลงลึกในรายละเอียด

เช่น อยากจะให้นาย ก. ได้ 2 ขั้น ในการประเมินแบบเดิมจะเขียนกว้างๆ เพียงว่า นาย ก. ขยัน มีผลงานสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการเขียนที่กว้างมาก แต่ของใหม่จะแจกแจงว่างานแต่ละคนมีอะไรบ้าง มีตัวชี้วัดอะไรบ้างถึงผลสัมฤทธิ์จากการทำงาน โดยหัวหน้าจะเป็นคนประเมิน ขณะที่ลูกน้องจะเป็นคนนำเสนอรายงานว่าตัวเองทำอะไรบ้าง หากไม่เห็นพ้องต้องกันก็มานั่งเจรจาร่วมกัน เพราะหากจะให้คะแนนคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่งก็ต้องมีหลักฐานยืนยัน

นอกจากนี้ ยังมีการออกกฎหมายลูกที่สำคัญที่นับเป็นความหวังใหม่ของข้าราชการไทยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย เมื่อถูกผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายการเมืองกลั่นแกล้งทำร้ายไม่ให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ควรจะเป็นนั้นคือ

การกำเนิดคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ที่ได้เริ่มทำหน้าที่ไปแล้วและมีผลสัมฤทธิ์มาก ที่เกี่ยวข้องกับการทักท้วงเหตุการณ์ที่ข้าราชการประสบกับปัญหาความไม่เป็นธรรม เป็นการทำงานตามกฎหมายและเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน ตามกฎหมายที่ ก.พ.ค.รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เกิดจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ฉะนั้นเรื่องต่างๆ ที่ส่งเข้ามาต้องเกิดจากระดับอธิบดีหรือปลัดกระทรวง

อย่างไรก็ตาม การร้องเรียนทุกกรณีสามารถมาร้องเรียนต่อ ก.พ.ค.ได้ ขึ้นอยู่กับว่าทุกข์นั้นเกิดจากใคร เช่น ถ้าระดับหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้ออกคำสั่งก็ต้องมา ก.พ.ค. ซึ่งขณะนี้ทาง ก.พ.ค.จะทำงานในรูปแบบรับเรื่องร้องทุกข์เข้ามา และในอนาคต ก.พ.ค.จะทำงานวิจัยเกี่ยวกับมูลเหตุแห่งการร้องทุกข์มาจากสิ่งใด เพื่อให้เกิดการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ หรือส่วนราชการใดมีเรื่องร้องทุกข์จำนวนมากต้องมีการสัมมนาทำความเข้าใจด้วย เช่น กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ต้องมีการแก้ไขปัญหาในหลายส่วน โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ กล่าวคือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ ทั้งฝ่ายผู้บังคับบัญชาและข้าราชการ โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญในการทำงานข้าราชการ คือการทำตามคำสั่งที่ถูกตามกฎหมายที่เป็นเหตุเป็นผลด้วย ไม่ใช่การใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม หรือผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจตามอำเภอใจเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะจะสร้างความขวัญเสียให้แก่ข้าราชการได้

“การโยกย้ายก็ต้องมีหลักเกณฑ์ในการโยกย้าย เช่น 2-3 ปี ย้ายครั้งหนึ่ง และขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจเพราะหลายๆ หลักเกณฑ์กำลังแก้ไขปรับปรุง อาจมีปัญหาความบกพร่องของระบบอยู่บ้าง เพราะการทำหลักเกณฑ์ต้องเป็นหลักเกณฑ์ใหญ่ไปใช้กับบางส่วนราชการไม่ได้ หรือบางแห่งหลักเกณฑ์เขียนไว้กว้างเกินไป ยิ่งในบ้านเรามีความระแวงกันมากก็เลยเขียนหลักเกณฑ์ละเอียดยิบ ซึ่งพอละเอียดมากก็ผิดพลาดได้ง่ายๆ เพราะสภาพบังคับใช้ในแต่ละพื้นที่ก็ต่างกัน แต่หลักสำคัญคือถ้าไม่ระแวงกันเรื่องการใช้อำนาจหรือดุลพินิจปัญหาต่างๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาต้องสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน”

นนทิกร กล่าวเน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวว่า สำหรับการเยียวยา คือ การคืนความเป็นธรรมทั้งในการแต่งตั้งด้วยการเพิกถอนคำสั่งเพื่อให้ย้อนกลับไปยังจุดเดิม อย่างไรก็ตาม เป็นสิทธิของบุคคลมีสิทธิเต็มที่ในการร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ทำได้ตามสิทธิ แต่เมื่อมีคำพิพากษาสุดท้ายแล้วก็ต้องยอมรับกติกา

นี่คือสิ่งสำคัญ ถ้ากฎกติกาเขียนไว้อย่างไร ทั้งสองฝ่ายก็ต้องยอมรับผลสุดท้าย เพื่อให้เกิดความสงบและสันติลงได้ เพราะถ้าไม่รับฟังกระบวนการยุติธรรม ก็คงอยู่ร่วมกันได้ยาก

************************

สหภาพข้าราชการที่รอคอย

ข่าวดีช่วงท้ายปี 2553 เมื่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้ผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.การจัดตั้งสหภาพข้าราชการไปหมาดๆ แม้จะมีความเห็นและข้อสังเกตหลายประการ โดยสรุปข้าราชการพลเรือนสามารถจัดตั้งสหภาพได้ 4 ประเภท คือ 1.สหภาพข้าราชการพลเรือนที่ต้องเป็นข้าราชการพลเรือนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจจะเป็นการรวมตัวร่วมกันทั้งระบบ 2.สหภาพข้าราชการในระดับกระทรวง 3.สหภาพข้าราชการในระดับกรม และ 4.สหภาพข้าราชการระดับจังหวัด ฉะนั้นบุคคลบุคคลหนึ่งสามารถเป็นสมาชิกสหภาพได้ 4 ประเภท

นนทิกร หัวหอกปฏิรูปข้าราชการ

นนทิกร แจงว่า สำหรับสภาพการทำงานของข้าราชการไทยในอนาคต คงต้องรอกระบวนการเรียนรู้ เพราะไกลเกินกว่าจะตอบได้ว่าเมื่อมีสหภาพข้าราชการจำนวนมากเกิดขึ้นแล้ว จะมีความเป็นเอกภาพในการรวมกลุ่ม หรือในทางตรงกันข้ามอาจจะเกิดความวุ่นวายได้

แต่อย่างไรก็ตาม นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของการรวมกลุ่ม เพราะข้าราชการก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิและเสรีภาพ แต่ในการรวมกลุ่มจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพอย่างน้อยต้องมีสมาชิก 20 คนขึ้นไป จึงจะสามารถจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพได้ โดยต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง หรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับความแตกแยกทางความคิดในสังคม

ทั้งนี้ ในการจัดตั้งสหภาพข้าราชการจะมีกฎกติกาที่รัดกุมเกี่ยวกับข้อห้าม คือ ห้ามนัดหยุดงานและการเขียนข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ย่อมมีขอบเขตกำหนด เช่น สภาพรับราชการ การแต่งตั้งโยกย้าย ไล่ออก ตัดเงินเดือน ค่าตอบแทน การขึ้นเงินเดือน เป็นต้น แม้จะให้สิทธิเสรีภาพเต็มที่ แต่คงไม่ใช่อนุญาตให้เรียกร้องสิทธิทางการเมืองได้

“สหภาพข้าราชการอาจจะเข้าไปเป็นผู้แทนร่วมกับข้าราชการในเรื่องของการอุทธรณ์ทางวินัย หรือไปเป็นที่ปรึกษาให้กับข้าราชการที่ถูกลงโทษ หรือผู้มีอำนาจตัดสินใดๆ ลงไปแล้ว ก็จะไม่อนุญาตให้สหภาพข้าราชการไปรวมตัวกันเพื่อประท้วงผู้บังคับบัญชาอย่างแน่นอน แต่เจตนาคือต้องทำตามกฎหมาย” นนทิกรกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท