posttoday
ธุรกิจแบงก์ไทยปีเสือ : แข่งขันเข้มข้น...รับเศรษฐกิจฟื้นตัว

ธุรกิจแบงก์ไทยปีเสือ : แข่งขันเข้มข้น...รับเศรษฐกิจฟื้นตัว

18 มกราคม 2553

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปี 2553 แข่งขันรุนแรง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปี 2553 แข่งขันรุนแรง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

สำหรับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2552 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น แม้ในเชิงของผลประกอบการในภาพรวม ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย น่าจะสามารถรายงานกำไรสุทธิที่สูงกว่าของปี 2551 ที่จำนวน 8.4 หมื่นล้านบาทเล็กน้อย แต่ในเชิงของความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ก็ถือว่ามีความซับซ้อนไม่น้อยไปกว่าปี 2551 ไม่ว่าจะเป็น (1) การหดตัวของสินเชื่อ โดยคาดว่าสินเชื่อของระบบ ณ สิ้นปี 2552 นั้น น่าจะมีโอกาสหดตัวเล็กน้อยประมาณ 0.5% (YoY) เทียบกับที่เคยขยายตัวสูงถึง 11.7% ในปี 2551 (2) การถดถอยของคุณภาพสินทรัพย์ ดังจะเห็นได้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่ขยับขึ้นจาก 5.65% ณ สิ้นปี 2551 มาที่ 5.72% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 และ (3) ปริมาณสภาพคล่องส่วนเกินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศลดลงมาอยู่ในระดับต่ำในช่วงระหว่างปี 2552 ซึ่งส่งผลกดดันให้อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์สภาพคล่องดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำตามไปด้วย     ทั้งนี้ ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ทำให้ความสามารถในการทำกำไรที่วัดจากมิติของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM) ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนจาก 3.62% ในปี 2551 มาที่ 3.36% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 และคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.33% สำหรับทั้งปี 2552     เช่นเดียวกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิสำหรับทั้งปี 2552 ที่คาดว่าจะหดตัวจากปีก่อนประมาณ 2.0% มาอยู่ที่ประมาณ 2.64 แสนล้านบาท ขณะที่ ค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญในปี 2552 ก็ยังอยู่ในระดับสูงไม่น้อยไปกว่าของปี 2551 ที่มีจำนวน 5.2 หมื่นล้านบาท    

ธุรกิจแบงก์ปีเสือ...กับโจทย์ที่แตกต่าง

เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2553 คาดว่าภาพเศรษฐกิจที่ปรากฏขึ้นคงจะมีความแตกต่างไปจากในปี 2552 ซึ่งในปี 2552 เศรษฐกิจไทยอยู่ในจังหวะขาลงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี อีกทั้ง ตลาดเงินและตลาดทุนมีความผันผวนสูง และปรับทิศทางอย่างชัดเจนเมื่อนักลงทุนตอบรับในเชิงบวกกับข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่สะท้อนว่าจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นไปแล้ว   ขณะที่ ในปี 2553 นั้น เศรษฐกิจไทยได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฟื้นตัวแล้วด้วยอัตราการเติบโตที่คาดว่าจะอยู่ในกรอบประมาณ 2.5-3.5% (เทียบกับการคาดการณ์ว่าจะหดตัวประมาณ 3.1% ในปี 2552) แม้ว่าการฟื้นตัวดังกล่าวอาจไม่ได้ปรากฏขึ้นอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมอาจยังคงอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 4.0-5.0%

โดยปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2553 นั้น นอกจากจะเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกประเทศอย่างความต่อเนื่องและระดับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกภายหลังจากที่ทางการชาติต่างๆ ทยอยถอย (Exit) ออกจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายแล้ว  ก็ยังได้รับอิทธพลจากปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการเมืองและปัญหาความไม่ชัดเจนของกฏหมายในประเทศ (เช่น กรณีมาบตาพุด และการเลื่อนการออกใบอนุญาต 3G) ซึ่งอาจยังกดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม และในสาขาที่เกี่ยวเนื่องต่อเนื่องไปในอีกหลายเดือนข้างหน้า จนกว่าประเด็นปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่ง อาจกดดันให้ ธปท.ปรับทิศทางของนโยบายการเงินในประเทศจากระดับที่ผ่อนคลายในปัจจุบัน ไปสู่ท่าทีที่เป็นกลาง (Neutral) มากขึ้น อันย่อมจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในระบบ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้โจทย์ หรือความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2553 คงจะมีมิติที่แตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ

การแข่งขันในตลาดสินเชื่อคงจะทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อย   

ทั้งนี้ จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในปี 2553 ดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนน่าจะมีความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ส่งผลตามมาให้สินเชื่อของระบบในปี 2553 น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมาที่ประมาณ 6.0-7.0% ซึ่งสูงกว่าของปี 2552 ที่สินเชื่อมีโอกาสทรงตัว หรือหดตัวเล็กน้อย อีกทั้งเป็นอัตราที่สูงกว่าการคาดการณ์เดิมของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประมาณ 4.2%  

มุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มสินเชื่อในเชิงบวกดังกล่าวได้สะท้อนออกมาผ่านการตั้งเป้าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ในระดับที่สูงกว่า 5% ในปี 2553 ขณะที่ ทำให้คาดต่อไปได้ว่า การแข่งขันในบางกลุ่มลูกค้า หรือบางประเภทธุรกิจที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่เด่นชัดกว่าประเภทธุรกิจอื่นๆ น่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นในปี 2553 นี้เช่นกัน  โดยสินเชื่อจำแนกตามกลุ่มลูกค้าที่น่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราค่อนข้างสูง ได้แก่ สินเชื่อรายย่อย ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า 10% จากปีก่อน (เทียบกับ 8.3% ณ สิ้นไตรมาส 3/2552) ตามผลบวกของการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมทั้ง เสถียรภาพด้านอาชีพและรายได้ที่สูงขึ้น กอปรกับ ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งคงช่วยหนุนรายได้เกษตรกร     ส่วนสินเชื่อธุรกิจ (รวมทั้งลูกค้าเอสเอ็มอีและรายใหญ่) น่าจะพลิกกลับมาอยู่ในแดนบวกได้เช่นกัน แต่ก็อาจไม่เกิน 5% (เทียบกับ -5.0% ณ สิ้นไตรมาส 3/2552) โดยได้รับแรงสนับสนุนที่สำคัญ จากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น อันส่งผลตามมาให้ภาคธุรกิจอาจมีความต้องการสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น (Working Capital Loans) เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมในบางภาคธุรกิจ โดยเฉพาะที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศ ภาคเกษตร และโครงการภาครัฐ   ขณะที่ แรงขับเคลื่อนหลักน่าจะยังคงมาจากลูกค้าเอสเอ็มอี มากกว่าลูกค้ารายใหญ่ เนื่องจากธุรกิจรายใหญ่หลายรายได้ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ไปค่อนข้างมากแล้วในปี 2552 ที่ผ่านมา อีกทั้งความต้องการเบิกใช้สินเชื่อยังเผชิญอุปสรรคจากปัญหาเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการระงับโครงการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและใบอนุญาต 3G

การแข่งขันด้านรายได้ค่าธรรมเนียมก็คงจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน  

สำหรับในปี 2553 คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมในปี 2553 น่าจะเติบโตเร่งขึ้นเข้าหา 15% เทียบกับที่คาดว่าจะทำได้ประมาณ 10.7% ในปี 2552 และ 8.5% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552โดยได้รับแรงส่งที่สำคัญจากการปรับตัวสูงขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อและบัตรเครดิต (โครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมในปัจจุบัน พึ่งพิงรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อถึง 1 ใน 4 ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมด)  นอกจากนี้ แนวโน้มการค้าระหว่างประเทศที่สดใสขึ้น ก็น่าจะหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมการออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิต  เช่นเดียวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น คาดว่าจะช่วยให้ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบริการโอนเงิน เรียกเก็บเงิน และเช็ค ขยายตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน อาทิ รายได้จากบริการที่ปรึกษา และ/หรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จากธุรกิจของบริษัทหลักทรัพย์ในเครือ คงจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นค่อนข้างมาก ภายใต้แผนการเปิดเสรีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ของ ก.ล.ต.ผ่านการบังคับใช้ระบบการคิดค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันไดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2553   ขณะที่ ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมดาวเด่นจากธุรกิจ Bancasurance นั้น แม้ว่าอาจสามารถรักษาการขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากในปี 2552 ตามการรุกตลาดอย่างหนักจากธนาคารพาณิชย์  แต่ก็อาจมีกรอบเวลาการทำตลาดที่จำกัดกว่า โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยในระบบเริ่มก้าวเข้าสู่จังหวะขาขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคุณภาพหนี้ ยังคงต้องได้รับการดูแล  

เนื่องจากในปี 2552 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการเข้าไปดูแลลูกค้าและธุรกิจลูกค้าในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ก่อนที่ลูกค้าดังกล่าวจะเริ่มผิดนัดชำระหนี้   ประกอบกับมีการปรับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อให้มีความเข้มงวดขึ้นตามความเสี่ยงเครดิตของลูกค้าที่สูงขึ้น  ดังนั้น จึงทำให้ปัญหาเอ็นพีแอลในปี 2552 อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่หลายฝ่ายเคยกังวลไว้    อย่างไรก็ตาม การที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นและอาจยังไม่กระจายตัวดีขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกภาคส่วน  จึงอาจทำให้กิจการที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ หรือมีปัญหาการชำระคืนหนี้นั้น อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว  นั่นหมายความว่า เอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจไม่ได้ขยับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในทันที โดยเฉพาะหากไม่มีการขายหนี้เสียออกไปจากระบบ

สภาพคล่องคาดว่าจะปรับตัวลดลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง 

แม้ว่าในหลักการแล้ว ปริมาณสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่ 2.1 ล้านล้านบาท (ณ พ.ย.52) น่าจะสามารถรองรับการขยายสินเชื่อในปี 2553 ที่คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 3.7-4.3 แสนล้านบาทได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเร่งระดมเงินฝากเพิ่มเติม  แต่ในทางปฏิบัติ คาดว่าธนาคารพาณิชย์ไทยจะยังคงเดินหน้าออกแคมเปญเงินฝากพิเศษ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝากและชดเชยโครงการเดิมที่ครบกำหนด ตลอดจนอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับทางเลือกในการออมอื่นๆ รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินที่ส่งผ่านผลกระทบของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือน  ซึ่งกลไกการปรับตัวต่างๆ ดังกล่าว อาจทำให้เงินฝากที่ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัวเร่งขึ้น จนส่งผลตามมาให้สภาพคล่องปรับตัวลดลงในขนาดที่น้อยกว่าการขยายสินเชื่อ ท้ายที่สุดแล้ว ปริมาณสินทรัพย์สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ก็ยังน่าจะยืนอยู่ในระดับที่ไม่หนีไปจาก 2 ล้านล้านบาทนัก   

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2553 แต่จะมากน้อยเพียงใด...ขึ้นกับจังหวะและขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินให้กู้ยืม

สำหรับในปี 2553 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจขยับขึ้นในกรอบประมาณ 8-13 จุดมาอยู่ในกรอบประมาณ 3.41-3.46% เทียบกับประมาณ 3.33% ในปี 2552 โดยได้รับอานิสงส์จาก (1) การแปลงสภาพคล่องส่วนหนึ่งไปเป็นเงินให้สินเชื่อที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นชัดเจน อีกทั้งสินเชื่อให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยจากสภาพคล่องค่อนข้างมาก (2) ต้นทุนเงินฝากประจำบางส่วน โดยเฉพาะในประเภท 6 และ 12 เดือนเดิม จะทยอยครบกำหนดลง ทำให้สามารถรับรู้ต้นทุนเงินฝากที่ต่ำลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2551   

กระนั้นก็ดี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย อาจมีอนาคตที่สดใสขึ้นอีก หากธนาคารพาณิชย์ไทยเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินให้กู้ยืม อันจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถรับรู้รายได้ดอกเบี้ยส่วนเพิ่มจากสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวในไตรมาสที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมทันที ขณะที่สามารถเลื่อนการรับรู้ต้นทุนเงินฝากประจำที่เพิ่มขึ้นออกไปในอีก 3, 6, 12 หรือ 24 เดือนข้างหน้า ตามระยะเวลาการครบกำหนดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำแต่ละประเภท ดังนั้น ต้นทุนเงินฝากที่ปรับขึ้นในปีนี้ อาจไม่ได้มีผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในปี 2553 ทั้งหมด ขึ้นกับจังหวะและประเภทอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ถูกปรับขึ้นด้วย  

ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ไทยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทและอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมรวม 0.75% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 นั้น คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะขยับขึ้นมาที่ 3.50-3.55% ขณะที่ หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินให้กู้ยืมเพียง 0.25% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยก็จะขยับขึ้นมาที่ประมาณ 3.43-3.48%

โดยสรุป สำหรับแนวโน้มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปี 2553 นั้น ภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น คงทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความมั่นใจต่อการขยายธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านสินเชื่อ หรือรายได้ค่าธรรมเนียม ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจหลักดังกล่าวน่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าศักยภาพ อาทิ ลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อย  ตลอดจนในภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าระหว่างประเทศ เกษตร และโครงการของภาครัฐ    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึงในทุกภาคส่วน   ดังนั้น จึงทำให้ปัญหาคุณภาพหนี้ยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ความจำเป็นในการรักษาฐานลูกค้า อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องดึงเงินฝาก ท้ายที่สุดแล้ว ก็อาจทำให้ปริมาณสภาพคล่องส่วนเกินไม่ได้ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการปล่อยสินเชื่อที่น่าจะเพิ่มขึ้น  แต่ขนาดการเพิ่มขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ยังขึ้นกับจังหวะการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งผันแปรตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต

นอกเหนือจากประเด็นระยะสั้นต่างๆ ข้างต้น ธนาคารพาณิชย์ไทยคงต้องเตรียมแนวทางเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะต่อไป ท่ามกลางเวทีการแข่งขันที่เปิดกว้างขึ้นทั้งสำหรับผู้เล่นในประเทศปัจจุบัน (อาทิ การสนับสนุนให้ธนาคารเพื่อรายย่อยยกระดับขึ้นมาเป็นธนาคารพาณิชย์ และการอนุญาตให้สาขาของธนาคารต่างชาติเปิดสาขาและมีเอทีเอ็มเพิ่มเติม) และผู้เล่นใหม่ที่จะตามมาในอนาคต ภายใต้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่ 2     ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์จากทางการ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติมโดยรัฐบาล การเริ่มลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากโดยสถาบันประกันเงินฝากในปี 2554    การบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS และ IFRSs) กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจน แนวทางการปรับปรุงมาตรฐานเงินกองทุนใหม่ Basel II   ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและมีความพร้อมมากกว่า ก็คงจะสามารถครองพื้นที่ในการทำธุรกิจได้มั่นคงกว่า ด้วยระดับความสามารถในการทำกำไรที่มีเสถียรภาพมากกว่าตามไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท