
การเมืองไทยปี54 พร้อมล้มได้ทุกเมื่อ
สถานการณ์การเมืองไทยในปี 2554 ยังต้องจับตามองว่าจะเป็นอย่างไร 2นักรัฐศาสตร์มองแนวโน้มอนาคตการเมืองไว้ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ....
สถานการณ์การเมืองไทยในปี 2554 ยังต้องจับตามองว่าจะเป็นอย่างไร 2นักรัฐศาสตร์มองแนวโน้มอนาคตการเมืองไว้ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ....
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม และ ชลธิชา เหลิมทอง
สถานการณ์การเมืองไทยในปี 2554 ยังต้องจับตามองว่าจะเป็นอย่างไร 2นักรัฐศาสตร์มองแนวโน้มอนาคตการเมืองไว้ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
หลังเลือกตั้งยังส่อวุ่น
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ฐานการเมืองไทยขณะนี้ยังไม่แข็งแรง จึงไม่มั่นใจว่าแม้จะเลือกตั้งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จนกว่าจะเห็นตัวเลขแต่ละพรรค และต้องดูว่าผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับกันได้หรือไม่ เพราะถ้าออกมาเฉียดฉิวระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่น่าจะมีคะแนนไล่ๆ กันประมาณ 150-160 กว่าๆ แต่ไม่มีใครเกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้นต้องอาศัยพรรค 3 4 5 มาจัดตั้งรัฐบาล หากประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล โดยมีกองทัพมาช่วยก็อาจเกิดการปะทุอีกรอบ
“สังคมไทยในอนาคตไม่ได้แปลว่าจะไม่มีม็อบ ไม่มีความวุ่นวาย แต่มีความสุ่มเสี่ยงอ่อนไหวที่จะล้มครืนลงมา เป็นไปได้ว่าหลังการเลือกตั้งจะเกิดความรุนแรงอีก พูดง่ายๆ ว่าประเทศไทยเหมือนคนไข้ที่พร้อมเข้าโรงพยาบาลได้ทุกเมื่อ”
อย่างไรก็ตาม นครินทร์เชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะอยู่ไม่ครบเทอม และคาดว่าจะมีการยุบสภาในเดือน เม.ย. หรืออย่างมากไม่เกินเดือน พ.ค. เงื่อนไขอยู่ที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะแก้ได้หรือไม่ได้ก็ต้องยุบสภาอยู่ดี เพราะรัฐบาลเป็นผู้เสนอแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งอาจทำให้ยุบสภาไม่ได้นั้น เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านต้องเลือกเอง เพราะหากมีการยื่นอภิปรายการยุบสภาก็จะช้า ถ้าไม่ยื่นก็ยุบสภาเร็ว ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลพรรค ปชป. พร้อมรับทั้งสองสถานการณ์ อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ที่พรรคร่วมรัฐบาลอยากอยู่บริหารประเทศยาวเพื่อจัดทัพข้าราชการและงบประมาณในช่วงเดือน ก.ย. แต่ยังเชื่อว่าแนวโน้มที่จะยุบสภาในช่วงแรกประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค. ช่วงที่สองประมาณเดือน ก.ย.-ต.ค.
สำหรับสถานการณ์โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องเสื้อแดง นครินทร์ บอกว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงยังจะมีต่อเนื่อง ซึ่งหากมีการเคลื่อนไหวแบบปกติเหมือนการชุมนุมในหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่รับได้ เพราะที่เกิดความวุ่นวายมาจากหน่วยติดอาวุธซึ่งเป็นบางส่วน ซึ่งทางที่ดีกลุ่มคนเสื้อแดงต้องตัดกลุ่มติดอาวุธให้ขาด เจ้าหน้าที่ต้องจัดการด้วย และกรณี 91 ศพ ที่ต้องสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา ใครทำผิดต้องถูกลงโทษ แต่หวังว่าด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาน่าจะทำให้การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีทักษะมากขึ้น รู้ขอบเขตว่าตรงไหนทำอะไรได้บ้าง เพราะการทำให้พี่น้องเสื้อแดงเสียชีวิตคงไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจนัก ส่วนหนึ่งแม้ว่าจะเกิดจากรัฐ แต่อีกส่วนก็มาจากคนที่พามาด้วยถือว่าครึ่งต่อครึ่ง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องทำหน้าที่ด้วย
ส่วนเรื่องความแข็งแกร่งของคนเสื้อแดงนั้น นครินทร์ วิเคราะห์ว่า แม้ว่ากลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงจะมีความผูกพันและเหนียวแน่นมาก โดยเฉพาะในหน่วยเล็กๆ แต่ปัญหาของเสื้อแดงคือ การประสานภาพรวม ความต่อเนื่องขององค์กร เพราะวันนี้มีการชิงการนำอยู่ 3-4 กลุ่ม ซึ่งรายละเอียดยังต่างกันมาก เพราะคนบางกลุ่มยังผูกกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่คนเสื้อแดงบางกลุ่มตัด พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งภาพรวมยังมีการเกาะกันไปแบบนี้ ส่วนจะถึงขั้นแตกวงถาวรหรือไม่ คงต้องดูอีกระยะว่าแกนนำจะมีการตกลงกันอย่างไร เป็นไปได้ที่แกนนำจะแยกวงและรวมกันเป็นครั้งคราว
“หากพูดถึงเรื่องเป้าหมายของคนเสื้อแดงถือว่ามีหลายระดับ บางกลุ่มยังต้องการเอาคุณทักษิณกลับมา แต่บางกลุ่มต้องการให้สังคมไทยมีพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์ได้มากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้เขาถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”
นครินทร์เชื่อว่ากระแสทักษิณจะอ่อนลงเรื่อยๆ เพราะอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน มีข้อจำกัดเรื่องการสื่อสาร ซึ่งผู้นำระดับล่างและผู้ที่ชื่นชอบต้องใช้เวลาทำใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กลับมาแล้ว เหมือนคนเลิกกับแฟนต้องใช้เวลาจึงจะตัดใจได้ อีกด้านเชื่อว่านโยบายประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทุ่มขณะนี้น่าจะได้ผลทำให้ “อภิสิทธิ์” กลายเป็นแฟนคนใหม่ของคนกลุ่มนี้ได้ เพราะหลายเรื่องซื้อใจได้
วิกฤตคลายตัวแต่ยังไม่นิ่ง
ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสถานการณ์การเมืองไทยปีหน้าจะคลายตัวลง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวตัดสินเรื่องการยุบสภา เพราะถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านก็ต้องมีการยุบสภาแน่ๆ แต่ถ้าไม่ผ่าน รัฐบาลในฐานะผู้เสนอญัตติ โดยเฉพาะนายกฯ ต้องรับผิดชอบ 2 อย่าง คือลาออกและยุบสภา ส่วนตัวเชื่อว่านายกฯ จะเลือกยุบสภา
ดังนั้น ในช่วง 6 เดือนแรกของปีหน้าเราจะได้เห็นการยุบสภา และเชื่อว่าหากเป็นไปตามนี้ การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในเดือน เม.ย.จะไม่เกิดขึ้น เพราะมีการยุบสภาตัดหน้า ทุกฝ่ายก็ต้องไปรอลุ้นผลการเลือกตั้ง ดังนั้นคิดว่าสถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายไปใน 6 เดือน เพราะถือว่าครบเงื่อนไขที่นายกฯ ตั้งไว้ เชื่อว่านายกฯ จะไม่รอไปถึงปลายปี 2554
“6 เดือนแรกจะเป็นบรรยากาศว่า เราจะมีการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านรัฐบาลต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้มีการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับรัฐธรรมฉบับแก้ไข ดังนั้นรัฐบาลไม่น่าจะอยู่ยาวไปถึงเดือน ต.ค. เพื่อจัดทำงบปี 2555 ยกเว้นว่ารัฐบาลอยากจะลากอยู่ต่อไป โดยอ้างว่าไม่มีบทบังคับ แต่เชื่อว่าจะเป็นปัญหาและเสียความชอบธรรมมากกว่า เพราะถ้าเจอวิกฤตเดือน เม.ย.อีก รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ลากยาวไปถึงปลายปีรัฐบาลก็อาจเพลี่ยงพล้ำได้”
สำหรับผลการเลือกตั้งนั้น ไชยันต์ วิเคราะห์ว่า ทั้งเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้คะแนนเสียงเกินครึ่งที่จะจัดตั้งรัฐบาลเองได้ แต่จะสูสีกัน ใครได้ที่ 1 อาจไม่มีความหมาย เพราะทั้งสองพรรคมีสิทธิที่จะไปชวนพรรคอื่นมาจัดตั้งรัฐบาลได้ทั้งสิ้น และโดยมารยาท จะเป็นพรรคที่ได้อันดับหนึ่งก่อน ซึ่งถ้าเพื่อไทยได้ แต่พรรคร่วมเดิมยืนยันจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์แบบเดิม เพื่อไทยก็ไม่สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้
“การเมืองในปีหน้าคงจะยุ่งเหมือนเดิม เพราะหลังการเลือกตั้งคงมีการฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะเรื่องการยุบพรรคตามมาตรา 237 ซึ่งหากมีความผิดชัดเจนว่าจะสามารถยุบพรรคได้อีก ก็จะเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน 6 เดือนในครึ่งปีหลังได้ อย่างไรก็ตามการเมืองในปีหน้าจะยังไม่นิ่ง จนกว่าจะรู้ว่าผลการเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างไร แต่ถ้ามองในแง่ของกระบวนการประชาธิปไตยและเสถียรภาพทางการเมืองถือว่านิ่งเพราะจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่เสถียรภาพรัฐบาลยังไม่ดีเพราะเรายังไม่รู้ว่าใคร ซึ่งสภาพที่เกิดขึ้นไม่น่าเป็นห่วงเพราะคนที่จะเป็นรัฐบาลก็คงเป็นไปตามเสียงของประชาชน แต่ต้องดูว่า สส.ในสภาจะยกมือให้ใครเป็นนายกฯ เท่านั้น”
สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยในปีหน้าหรือไม่ นักวิชาการผู้นี้บอกว่า ต้องโรยราแน่นอน เพราะผ่านมา 5 ปีแล้ว อีกด้านแกนนำเสื้อแดงอย่างนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ และเสื้อแดงสายนักวิชาการรุ่นใหม่ก็ก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ไปแล้ว ดังนั้นนางธิดา ต้องตัดสินว่าจะขับเคลื่อน นปช.ไปในทิศทางใด เพราะจะเอาทั้งสองอย่างคงลำบาก หากขับเคลื่อนใน กทม.ต้องอาศัยมวลชนกลุ่มนี้ เนื่องจากหากอาศัยมวลชนจากต่างจังหวัดอย่างเดียวคงเป็นเรื่องยาก เพราะการชุมนุมในปีหน้าคงไม่มีการอนุญาตให้ค้างคืน หากมีการชุมนุมก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม บ้านเมืองก็จะปั่นป่วนอีก
อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจได้ว่าในส่วนของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ยังคงต้องชู พ.ต.ท.ทักษิณกับมวลชนอยู่ เพราะสร้างมวลชน นปช.ขึ้นมา คงไม่ยอมให้ใครมาชุบมือเปิบ
“ภาพรวมในตอนนี้บ้านเมืองไทยอยู่ในช่วงการประคองให้อยู่กับร่องกับรอย แต่โดยรวมถือว่าก้าวหน้าขึ้น เห็นได้จากการชุมนุมของ นปช. ที่นำโดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ และ อ.ธิดา มีการเคารพกติกาและเป็นการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ แต่ได้กระแสได้ใจมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าสโลแกนม้วนเดียวจบคงขายลำบาก ยกเว้นจะมีปัจจัยที่ทำให้เห็นว่าจะชนะจริงๆ แต่คงลำบาก เพราะชาวบ้านคงได้เรียนรู้และฉลาดขึ้นแล้ว” ไชยันต์ กล่าวทิ้งท้าย







