
การเมืองในเมฆดำความรุนแรง...ยังมีโอกาส
สถานการณ์การเมืองปี 2554 ยังต้องจับตาไม่กะพริบ เพราะยังหนีไม่พ้นวิกฤต สำคัญคือจะมีการเลือกตั้งใหญ่แน่ๆ เนื่องจากสภาจะครบวาระในเดือน ธ.ค. 2554
สถานการณ์การเมืองปี 2554 ยังต้องจับตาไม่กะพริบ เพราะยังหนีไม่พ้นวิกฤต สำคัญคือจะมีการเลือกตั้งใหญ่แน่ๆ เนื่องจากสภาจะครบวาระในเดือน ธ.ค. 2554
โดย...ทีมข่าวการเมือง
สถานการณ์การเมืองปี 2554 ยังต้องจับตาไม่กะพริบ เพราะยังหนีไม่พ้นวิกฤต สำคัญคือจะมีการเลือกตั้งใหญ่แน่ๆ เนื่องจากสภาจะครบวาระในเดือน ธ.ค. 2554
ปีหน้าขณะเดียวกันเป็นการชี้ชะตาว่า ขั้วใดจะได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย
แม้บรรยากาศความขัดแย้งดูจะคลายตัวลง เพราะเริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง แต่ปี 2554 ยังมี ความเสี่ยงทางการเมืองที่น่าวิตกรออยู่และอาจพัฒนาเป็นวิกฤตได้ทุกเมื่อ
ไล่เรียง ปัจจัยเสี่ยง ยังคงอยู่ที่การเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดง ที่ต้องเลี้ยงกระแสเหตุการณ์ “พฤษภาเลือด 53” และกรณี 6 ศพ วัดปทุมวนารามไปจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
1.ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดงจะเข้มข้นตลอดปี โดยแกนนำประกาศจะชุมนุมทุกวันที่ 10 และ 19 ของทุกเดือน แต่ในเดือน ม.ค. จะเพิ่มวันที่ 9–10 ม.ค. เพราะเป็นช่วงวันหยุดที่ต้องจับตา การที่รัฐบาลได้ยกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้แกนนำ นปช.รุ่นสองที่ไม่มีคดีติดตัว สามารถปราศรัยปลุกระดมเรียกมวลชนนับหมื่นได้ ด้านหนึ่งอาจส่อเค้าให้เห็นความรุนแรงจากกลุ่มป่วนต่างๆ และกลุ่มฮาร์ดคอร์ใต้ดิน แต่รัฐบาลเตรียมใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงแนวปฏิบัติการชุมนุมที่ถูกต้องกฎหมาย จากคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมาตีกรอบม็อบ
อย่างไรก็ดี บทเรียนจากการชุมนุมที่ผ่านมา เชื่อว่าแกนนำจะมีความระมัดระวังมากขึ้นเพราะใกล้เลือกตั้ง หากเพลี่ยงพล้ำไม่สามารถคุมกลุ่มคนที่ใช้ความรุนแรง ก็จะกระเทือนต่อองค์กรที่แกนนำพยายามล้างภาพและดึงคนชั้นกลางมาเป็นพวก นอกจากนี้จะกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยในเมืองกรุง ที่อยากเห็นบ้านเมืองกลับสู่ความสงบ
2.ความเคลื่อนไหวของม็อบเหลืองก็น่าติดตามไม่น้อย วันที่ 25 ม.ค. แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดชุมนุมใหญ่ที่สะพานมัฆวานกดดันรัฐบาลให้ยกเลิกบันทึกเอ็มโอยู 43 และผลการประชุมคณะกรรมการเขตแดนไทยกัมพูชา (เจบีซี) หลังจากเลื่อนชุมนุมจากเดิมวันที่ 11 ธ.ค. เพราะมวลชนน้อย ครั้งนี้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศว่าจะเป็นการชุมนุมใหญ่ ปักหลักค้างคืน และยกระดับความเข้มข้นขึ้น โดยใช้ประเด็น “เสียดินแดน” มาขับเคลื่อน ขณะที่รัฐบาลก็วิตกพอควร จนอภิสิทธิ์สั่งทีมงานรีบชี้แจงข้อมูลเป็นการด่วนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
3.ช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ครบ 1 ปีของเหตุการณ์ชุมนุม 69 วันของม็อบเสื้อแดงที่ “ผ่านฟ้าราชประสงค์” จะเป็นช่วงที่ขบวนการเสื้อแดงแต่ละกลุ่ม ก๊ก และระดับจังหวัดจัดกิจกรรมรำลึกทั่วประเทศ เชื่อว่าแกนนำจะไม่ปล่อยโอกาสสำคัญนี้กดดันรัฐบาลจนถึงที่สุด ทั้งการทวงถามผลสอบเหตุการณ์ชุมนุม และโจมตีรัฐบาล โดยเฉพาะการนำสำนวนผลสอบคดี 6 ศพ วัดปทุมวนาราม ที่อ้างว่ามาจากดีเอสไอมาขยายผล
4.การยื่นขอประกันตัวเพื่อให้ศาลปล่อยแกนนำ นปช. 7 คน ที่ตกเป็นจำเลยคดีก่อการร้าย ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของแกนนำม็อบขณะนี้ แม้ว่าอำนาจการให้ประกันตัวจะอยู่ที่ศาล และส่วนหนึ่งคือรัฐบาลที่จะ “อำนวยความสะดวก” ไม่ยื่นคำร้องคัดค้านแกนนำรายใด แม้จะมีแนวโน้มว่า นพ.เหวง โตจิราการ และ ก่อแก้ว พิกุลทอง อาจได้รับการปล่อยตัวในต้นปีหน้า แต่แกนนำอีก 5 คน ที่ยังเหลืออยู่ในเรือนจำ จะเป็นเงื่อนไขที่คนเสื้อแดงจะปลุกให้ปล่อยตัวอย่างเข้มข้นในปีนี้
5.ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคาดว่าในเดือน เม.ย.พ.ค. ตามธรรมเนียมเพราะอยู่ในช่วงประชุมสภาสามัญซึ่งเปิดในเดือน ม.ค.ถึงกลางเดือน พ.ค. เป้าสำคัญ คือชำแหละปัญหาทุจริต ซึ่งฝ่ายค้านเตรียมทยอยเปิดเผยรายละเอียด ในชื่อ “120 เมนู จานเด็ด อภิสิทธิ์ กินเมือง อย่างไรก็ไม่ผิด” แน่นอนว่าคมหอกนอกจากพุ่งไปอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำรัฐบาลแล้ว พรรคภูมิใจไทยก็จะเป็นเป้าใหญ่เช่นกัน อีกส่วนจตุพร พรหมพันธุ์ จะอภิปรายเรื่องเหตุการณ์พฤษภาเลือด ซึ่งเป็นช่วงครบ 1 ปีพอดีผลการอภิปรายต้องจับตาว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
6.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือน มี.ค.เม.ย. แต่นี่ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอยู่ เนื่องจากการแก้รัฐธรรมนูญปมระบบเลือกตั้งยังเห็นขัดแย้งกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายประชาธิปัตย์ต้องการยึดตามร่างเดิม คือ มี สส.เขตเดียวคนเดียว 375 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 125 คน ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการเขตเดียวคนเดียว 400 บัญชีรายชื่อ 100 เชื่อว่าจะงัดข้อกันแรง เนื่องจากทั้งสองสูตรต่างเป็นประโยชน์ต่อจำนวนที่นั่ง สส.ที่แต่ละพรรคจะได้ แต่หากขัดแย้งจนแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็อาจจุดชนวนนำไปสู่การยุบสภาได้
7.ปัญหาทุจริตถือเป็นปัจจัยเสี่ยงภายในรัฐบาลที่อาจนำมาสู่ความขัดแย้งอีกระลอกหลังจากปีที่ผ่านมาอภิสิทธิ์เปิดศึกกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อสกัดไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้น ปีหน้าซึ่งนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้ง จะเร่งให้พรรครัฐบาลสะสมทุนเตรียมเลือกตั้ง โดยเฉพาะการประมูลโครงการขนาดใหญ่ ถ้าป้องกันไม่ดีอาจกระเทือนทั้งรัฐบาล
8.การยุบสภาที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน มี.ค.เม.ย. หลังแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ ตามที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เล็งไว้ แต่โอกาสที่อภิสิทธิ์จะบริหารประเทศต่อไปจนถึงเดือน ต.ค. และถึงยุบสภา กำหนดเลือกตั้งในเดือน พ.ย.ธ.ค. ก็เป็นไปได้สูง เพราะรอการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 และโยกย้ายบิ๊กข้าราชการครั้งใหญ่ที่จะเกษียณอายุราชการเดือน ต.ค. เพื่อกระชับ “ผลงาน–อำนาจทุนอำนาจรัฐ” ครั้งสุดท้ายที่ต้องจับตาคือการหาเสียงเลือกตั้งที่ในบรรยากาศ ที่ยังขัดแย้ง มีแนวโน้มอาจเกิดความรุนแรงได้ เพราะครั้งนี้แข่งขันกันดุเดือดของสองขั้วระหว่างขั้วสีแดงที่ทักษิณ ชินวัตร ต้องทุ่มทุกสรรพกำลังเอาชนะเลือกตั้งให้ได้ กับขั้วไม่เอาทักษิณ นำโดยประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย
9.ผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปลายปีอาจแพ้ชนะไม่ขาด และหากพรรคเพื่อไทยชนะที่ 1 แต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล มีแนวโน้มที่แกนนำเสื้อแดงจะปลุกม็อบออกมาต่อต้านรัฐบาลอีกรอบ ขณะเดียวกันเชื่อว่า นักการเมืองทุกพรรคจะยื่นร้องทุจริตเลือกตั้งวุ่นวายและเข้มข้นกว่าทุกครั้ง และอาจนำไปสู่การยื่นยุบพรรคหลังเลือกตั้งอีกรอบ
เหล่านี้คือปัจจัยเสี่ยงในปีกระต่ายไฟ แก้รัฐธรรมนูญ ศึกซักฟอก ยุบสภา เลือกตั้ง เปลี่ยนผ่านไปยังรัฐบาลใหม่







