posttoday
งบสมดุล 5 ปี ฝันที่แสนไกล ไปให้(ไม่)ถึง

งบสมดุล 5 ปี ฝันที่แสนไกล ไปให้(ไม่)ถึง

30 ธันวาคม 2553

แม้ว่าปัจจุบันฐานะการเงินการคลังของประเทศอยู่ในภาวะแข็งแกร่งมาก

แม้ว่าปัจจุบันฐานะการเงินการคลังของประเทศอยู่ในภาวะแข็งแกร่งมาก

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

งบสมดุล 5 ปี ฝันที่แสนไกล ไปให้(ไม่)ถึง

แม้ว่าปัจจุบันฐานะการเงินการคลังของประเทศอยู่ในภาวะแข็งแกร่งมาก แต่ในระยะยาวฐานะการคลังของประเทศถือว่าตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นทุกที เพราะงบประมาณของประเทศขาดดุลต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินไป

นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 จนถึงงบประมาณปี 2553 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นับเป็นเวลา 4 ปี ที่รัฐบาลทำงบประมาณแบบขาดดุลมาต่อเนื่องและเป็นการขาดดุลที่มียอดเพิ่มทุกปี รวมเม็ดเงินที่รัฐบาลตั้งงบขาดดุลไปแล้วทั้งสิ้น 1 ล้านล้านบาท

การขาดดุลที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย แม้ว่าการเก็บรายได้จะขยายตัวทุกปี แต่รายจ่ายของประเทศก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นวิ่งแรงแซงรายรับมากกว่า

สาเหตุเพราะงบประมาณรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ การตั้งงบลงทุนที่ต้องมีมากพอในการกระชากให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัว จนทำให้การลงทุนของภาคเอกชนพากันหยุดนิ่ง

ประการต่อมา คือภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ย่อมทำให้แนวโน้มการขาดดุลของภาครัฐยังมีต่อไป ยิ่งในภาวะที่รัฐบาลเดินหน้ารัฐสวัสดิการ ใช้เงินงบประมาณมากมายหลายแสนล้านบาทต่อปีในการอุ้มชูผู้ที่ด้อยโอกาสหรือต้องการสร้างฐานะคะแนนนิยม

ขณะที่การเพิ่มรายได้นั้นช่างเป็นกรรม เพราะฐานผู้เสียภาษีเงินได้ในเมืองไทยยังไม่โต ยอดผู้เสียภาษีที่แท้จริงมีเพียง 6 ล้านคน อีก 53 ล้านคนนั้นไม่ต้องเสียภาษี ทำให้การขยายฐานภาษีจึงลำบาก

ยิ่งหากพิเคราะห์ในเนื้อแท้ของผู้เสียภาษีจะพบเห็นข้อมูลที่น่าตกใจ เพราะข้อมูลปัจจุบัน ปรากฏว่ามีผู้เสียภาษีเพียง 6 หมื่นคนเท่านั้นที่จ่ายภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37% ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนถึง 50% ของภาษีรายได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด

ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ มีเพียงจำนวนคนเพียง 2,400 คนเท่านั้น ที่จ่ายภาษีเกิน 10 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 34% ของภาษีรายได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด

หากจะใช้วิธีการลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดาลงโดยเพิ่มฐานภาษีก็จะทำให้มีผู้ได้ประโยชน์มากๆ เพียง 6 หมื่นคนเท่านั้น

ดังนั้น การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงในทุก 1% เพื่อขยายฐานผู้เสียภาษีจึงแค่ทำให้รายได้ลดลงแค่ 6,000 ล้านบาทเท่านั้น

ครั้นจะหันมาขึ้นภาษีปรากฏให้เห็นอยู่ว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็ยังไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 10%

ทั้งๆ ที่เพิ่มแวตในทุก 1% จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 6 หมื่นล้านบาท

แต่ถ้าเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศถ้วนทั่วทุกตัวคนที่จะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มทันที ที่มีการซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีรายได้น้อยหรือมีรายได้มาก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเสี่ยงฐานะการคลังในอนาคตที่เห็นเข้ามาใกล้ทุกที ทำให้รัฐบาลไม่สามารถอยู่นิ่งได้ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้จับมือกับสำนักงบประมาณเซ็นเอ็มโอยูทำงบประมาณให้สมดุลภายใน 5 ปี เพื่อเป็นการการันตีให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจฐานะของประเทศในอนาคต

ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ตีกรอบเป็นเส้นตายให้หน่วยงานทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ หรือแม้แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้ามาอยู่ในเรือเดียวกัน เพื่อออกแรงผลักดันเรื่องนี้ให้ไปถึงเป้าหมาย ไม่ใช่ให้กระทรวงการคลังโชว์เดี่ยวเหมือนที่ผ่านมา

ภายใต้กรอบงบประมาณสมดุลภายใน 5 ปี จะเริ่มนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 ซึ่งหมายความว่าในปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลจะต้องจัดทำงบประมาณแบบสมดุลให้ได้ แม้จะยากเย็นแสนเข็ญ

หากไล่เรียงตั้งแต่งบประมาณปี 2550 ขาดดุลงบประมาณ 1 แสนล้านบาท

ปี 2551 ขาดดุล 1.65 แสนล้านบาท

ปี 2552 ขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท

และปี 2553 ขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท

ดังนั้น หากนับถอยหลังไป 5 ปีที่จะจัดทำงบประมาณแบบสมดุลให้ได้ หมายถึงว่า รัฐบาลจะต้องลดการขาดดุลลงปีละ 1 แสนล้านบาท เพื่อเข้าสู่งบประมาณสมดุลให้ได้ภายใน 5 ปี

งานนี้ต้องบอกว่ายากแสนเข็ญและลำเค็ญยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

เพราะการทำงบประมาณให้สมดุลนั้นมีหลักที่สำคัญคือ การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนจำนวนมาก เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

แต่ภายในสถานการณ์ปัจจุบันวิธีการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ กลับสวนทางกลับหลักการที่ว่ามาแทบจะทั้งหมด

จะเห็นว่าด้านการลดรายจ่ายของรัฐบาลถือว่าเป็นไปได้ยากยิ่ง แม้รัฐบาลจะลดขนาดของราชการลงก็ตาม แต่ปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณทุกวันนี้เป็นงบรายจ่ายถึง 80% และไม่มีท่าทีลดลงได้ เพราะเงินเดือนข้าราชการต้องเพิ่มขึ้นทุกปี

ขณะที่รัฐออกนโยบายรัฐสวัสดิการเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยคนชรา รักษาฟรี ประกันรายได้ ล้วนแล้วแต่เป็นภาระงบประมาณทั้งนั้น อย่างน้อยก็ตกปีละ 34 แสนล้านบาทต่อปี และผูกพันอย่างต่อเนื่อง

ลำพังความพยายามลดรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการที่เพิ่มขึ้นจนยืนโด่ที่ 67 หมื่นล้านบาทก็เป็นเรื่องยาก เพราะจะทำให้ข้าราชการเสียขวัญกำลังใจ และเงินที่ประหยัดได้ก็คาดว่าก็ไม่มาก “ได้จึงไม่คุ้มเสีย”

ครั้นจะมาจัดการบริหารเรื่องหนี้ ก็ยังเจอดีจนได้ เมื่อหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ที่เป็นภาระงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยปีละ 67 หมื่นล้านบาท ที่ถือเป็นรายจ่ายอีกส่วนหนึ่งก็ยาก

แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลพยายามจะแก้ไข โดยหวังนำเงินที่ลดดอกเบี้ยได้ ไปเพิ่มงบลงทุนของประเทศ ที่อยู่ต่ำเพียง 20% ของงบประมาณรายจ่าย จากเพดานที่เคยกำหนดกฎเกณฑ์ว่า ควรอยู่ไม่ต่ำกว่า 25% ของงบประมาณรายจ่าย จึงจะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้เร็ว

ครั้นจะหันมาเพิ่มรายได้ก็ใช่ว่าจะทำได้ดังใจ และทุกอย่างดูจะตีบตัน เพราะรัฐบาลไม่กล้าเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ซึ่งจะทำให้รัฐบาลได้เงินเข้ามาเพิ่มปีละ 2 แสนล้านบาท

เพราะการที่รัฐได้เงินเพิ่มขึ้นมาก็เหมือนไปสูบเงินจากกระเป๋าประชาชน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย จะทำให้มีภาระเพิ่มในชีวิต ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนการเมืองอย่างมาก

เมื่อเส้นทางเต็มไปด้วยอุปสรรค ทำให้รัฐบาลต้องละเมียดกับการทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย และไม่เสียคะแนนนิยมทางการเมือง

ดังนั้น การทำงบประมาณสมดุลภายใน 5 ปี จึงมีคณะกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อนชัดเจน โดยมี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นั่งเป็นประธาน

จากการประชุมคณะกรรมการ ก็มีการประเดิมตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด ได้แก่ อนุกรรมด้านรายได้มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อไปดูรายได้ในแต่ละปีให้ชัดเจนมีจำนวนเท่าและจะมีเพิ่มจากส่วนไหนในแต่ละปี

คณะอนุกรรมการด้านรายจ่าย มีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเป็นประธาน ซึ่งต้องไปดูการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้มีประสิทธิภาพ เน้นยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศสำคัญ ไม่ใช่นักการเมืองขอมาเป็นสำคัญเหมือนในอดีต

สุดท้ายคือ คณะอนุกรรมการด้านการลงทุน มีเลขาธิการ สศช. เป็นประธาน เพื่อดูงบลงทุนจากทั้งงบประมาณและจากรัฐวิสาหกิจที่ภายใน 5 ปี จะมีถึง 4 ล้านล้านบาท ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจมากที่สุด

ที่ผ่านมาการดำเนินการงบสมดุลได้มีความพยายามในรายละเอียดที่เห็นได้ชัดในส่วนของรายจ่าย การลดรายจ่ายค่ารักษาพยาบาล มีการควบคุมการเบิกยาที่แพงไม่จำเป็น มีแนวคิดจะให้ประกันเอกชนเข้ามาดูแล

นอกจากนี้ การแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟูก็เริ่มขยับ มีการจับเข่าคุยกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงของคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเคาะแนวทางการแก้ไขให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้

เมื่อได้รายละเอียดทุกด้าน ทั้งรายได้ รายจ่าย และการลงทุน จิ๊กซอว์การทำงบประมาณสมดุลก็จะเริ่มถูกประติดประต่อขึ้นให้เป็นรูปเป็นร่างในทางปฏิบัติ

แม้การเดินหน้าทำงบประมาณสมดุล 5 ปี ยังมีเวลาให้รัฐบาลได้พิสูจน์อยู่บนเงื่อนไขการเมืองที่สำคัญว่า เลือกตั้งใหม่ปีหน้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีนายกรณ์ เป็น รมว.คลัง ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

หากการเมืองผิดโผไปจากนี้ งบประมาณสมดุลก็คงลอยน้ำหายวับไปด้วย

กรณีรัฐบาลนี้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลสานนโยบายต่อ ก็ต้องลุ้นว่าจะพิสูจน์ฝีมือทำให้ฝันในการทำให้โครงสร้างประเทศเป็นไปดั่งเป้าหมายได้หรือไม่

บอกคำเดียวว่างานนี้หินมิใช่ทราย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท