
ค่าตอบแทนสมาชิกรัฐสภา
.....พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการทุกประเภท รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาที่ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ท่ามกลางกระแสการคัดค้านของ สว.หลายท่าน และความเห็นของประชาชนส่วนมากที่เห็นว่า สมาชิกรัฐสภาทำงานไม่คุ้มเงินเดือนที่ได้รับอยู่เดิม และขึ้นเงินเดือนมากขึ้นถึง 14.7% ซึ่งมากกว่าข้าราชการประเภทอื่น
เมื่อประชาชนในฐานะเจ้าของเงินเดือนที่จ้าง สส.และ สว. มาทำงาน วิพากษ์วิจารณ์และไม่พึงพอใจการทำงานของสมาชิกรัฐสภา จึงเป็นเสมือนเสียงจากสวรรค์ที่ลูกจ้างทุกคนต้องทบทวนและปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นจนเป็นที่พอใจและเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของนายจ้าง
ถ้าตรวจสอบหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ จะพบว่า อยู่ในองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการออกกฎหมายเพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนและสังคม ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมให้กับส่วนราชการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ส่วน สว.มีหน้าที่พิเศษอีก 2 ประการ คือ สรรหาหรือให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดออกจากตำแหน่ง
กรณีที่จะถอดถอนบุคคลดังกล่าวจากตำแหน่ง ได้แก่ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริต ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กิจกรรมหลักของสมาชิกรัฐสภา คือ การประชุม ซึ่งรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้มีสมัยประชุม 2 สมัยในหนึ่งปี คือ สมัยประชุมทั่วไป 120 วัน สมัยนิติบัญญัติ 120 วัน โดยสมัยนิติบัญญัติมีเจตนารมณ์ให้พิจารณาออกกฎหมายเป็นหลัก นอกนั้นจะพิจารณาได้เฉพาะกรณีที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 127 บัญญัติ
นอกจากนั้น เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเป็นสมัยวิสามัญก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจะขอพระราชทานพระราชวินิจฉัยเปิดสมัยประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีในวาระ 1 ขั้นรับหลักการเป็นประจำทุกปี
ในสมัยประชุม สภาผู้แทนราษฎรประชุมทุกวันพุธและวันพฤหัสบดี ส่วนวุฒิสภาประชุมทุกวันจันทร์ และจะประชุมร่วมรัฐสภาตามที่ประธานรัฐสภานัด ซึ่งตามปกติเป็นวันอังคาร
ส่วนการปฏิบัติงานในหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินนั้น กระทำโดยคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร 35 คณะ และของวุฒิสภา 22 คณะ ซึ่งทำงานต่อเนื่องทั้งปี และสมาชิกรัฐสภามีสิทธิขอมติสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาเฉพาะกรณีได้
ผลงานด้านการออกกฎหมายเชิงปริมาณตามคำแถลงของสภาผู้แทนราษฎร สรุปได้ว่า ปี 2552 ผ่านกฎหมาย 21 ฉบับ ปี 2553 สมัยทั่วไป ผ่านกฎหมาย 11 ฉบับ สมัยนิติบัญญัติ 19 ฉบับ และท่านชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาได้เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ธ.ค. ว่า มีกฎหมายค้างอยู่ในสภาจำนวน 134 ฉบับ
ข้อมูลนี้สามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภาเชิงปริมาณได้ ส่วนการประเมินด้านคุณภาพคงต้องให้สถาบันการศึกษาต่างๆ ช่วยกันศึกษาว่า สาระของกฎหมายมีความเหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมของประเทศไทยหรือไม่ และก่อให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนมากน้อยเพียงใด
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า งานหลักของสมาชิกรัฐสภา คือ การประชุม ซึ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานจึงอยู่ที่การเข้าร่วมประชุม และการแสดงบทบาทในการประชุมว่า ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเพียงใด และมีเหตุผลตามหลักวิชาการหรือมีความน่าเชื่อถือเพียงใด
ในเรื่องนี้เคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งและคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้เสนอให้มีการเปิดเผยการเข้าร่วมประชุมสภาและการประชุมกรรมาธิการฯ รวมทั้งจำนวนครั้งในการลงมติของสมาชิกรัฐสภาทางเว็บไซต์ของรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบผลการปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภาแต่ละคน ซึ่งเรื่องนี้ยังอยู่ในการวินิจฉัยของประธานสภาทั้งสอง
ส่วนเรื่องการให้
“ค่าตอบแทน” สำหรับสมาชิกรัฐสภานั้น ในเชิงหลักการมี 2 วิธี คือ การให้ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน และการให้ “เงินเดือน”ประเทศไทยเลือกใช้วิธีแรก คือ ให้ค่าตอบแทนในรูปของค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ โดยจ่ายเป็น
“เงินประจำตำแหน่ง” กับ “เงินเพิ่มพิเศษ” เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้ และเหมาะสมกับสถานะทางสังคม ซึ่งเป็นมาตรฐานของสมาชิกรัฐสภาทั่วโลกเช่น เดิมอาจไม่มีรถยนต์ต้องขึ้นรถประจำทางไปไหนมาไหน เมื่อเป็นสมาชิกรัฐสภาอาจมีเวลาจำกัดและเพื่อให้
“ดูดี” จึงจัดสรรเงินค่าตอบแทนเป็นค่าเช่าซื้อรถยนต์พร้อมค่าเชื้อเพลิง และให้ผู้ปฏิบัติงานประจำตัวขับรถให้เวลาต้องไปงานพิธีต่างๆ หรือใช้บริการรถแท็กซี่แทนรถประจำทางก็อาจดูดีขึ้น เป็นต้นการกำหนดค่าตอบแทนวิธีนี้มีฐานคิดว่า สมาชิกรัฐสภาทุกคนมีอาชีพของตนเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวอยู่แล้ว การเสนอตัวมาปฏิบัติหน้าที่สมาชิกรัฐสภาเป็นการเสียสละเพื่อประเทศชาติและสังคม รัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องให้
“เงินเดือน” เพื่อการครองชีพตามระบบของวิชาชีพทั้งนี้ เพราะหลักการกำหนดอัตราเงินเดือนของบุคคลในระบบวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคธุรกิจ จะต้องขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในตำแหน่งหน้าที่
อีกทั้งจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานเปรียบเทียบกับ
“ตัวชี้วัด” และมีการควบคุมมาตรฐานจริยธรรม จากสภาวิชาชีพหรือผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจลงโทษเมื่อมีความผิดทางวินัยหรือจริยธรรมถ้ารัฐบาลคิดจะนำระบบ
“เงินเดือน” มาใช้กับสมาชิกรัฐสภา ต้องพิจารณาทางวิชาการ และวางระบบเงินเดือนที่อาจซับซ้อนยุ่งยาก เช่น สส.สมัยแรกอาจจะต้องมีเงินเดือนน้อยกว่าผู้อาวุโสที่มีความสามารถและประสบการณ์ในการพิจารณากฎหมาย และการอภิปรายอย่างมีเหตุผลได้ดีกว่า เป็นต้น และต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภาทุกครั้งอย่างเป็นธรรม ซึ่งอาจจะปฏิบัติได้ยากอย่างไรก็ดี บางประเทศได้นำระบบ
“เงินเดือน” มาใช้ในการให้ค่าตอบแทนสมาชิกรัฐสภา โดยมีหลักคิดว่า ถ้าให้ค่าเงินเดือนอย่างเพียงพอแล้ว สมาชิกรัฐสภาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ และไม่มีการกระทำที่ส่อไปในเรื่องประโยชน์ทับซ้อนจากงานอาชีพที่หาเลี้ยงชีพอยู่วิธีนี้ทำให้เกิดอาชีพใหม่ คือ
“นักการเมือง” ซึ่งจำเป็นต้องมีสภาวิชาชีพเพื่อทำหน้าที่ประเมินความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานจริยธรรม เพื่อให้เงินเดือนอย่างเป็นธรรมกับทุกคน และมีอำนาจในการระงับใบอนุญาตวิชาชีพในกรณีที่มีการละเมิดมาตรฐานวิชาชีพด้วยแต่การดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาหรือข้าราชการฝ่ายการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่จีรังยั่งยืน สมัยนี้สอบได้ สมัยหน้า
“สอบตก” จึงมีคำถามว่า ถ้าคนที่เลี้ยงชีพด้วยอาชีพนักการเมืองจะดำรงชีวิตตนเองและครอบครัวด้วยเงินจากที่ไหนถ้าท่านสอบตก หรือพรรคของท่านเป็น
“ฝ่ายค้าน” ที่ไม่สามารถชดเชยด้วยการแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเลี้ยงชีพน่าคิดว่า จะเป็นด้วยสาเหตุนี้หรือไม่ ที่เกิดผลแทรกซ้อนทำให้มีการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา และการแย่งชิงกันในทางการเมืองเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลกันอย่างรุนแรง เพื่อรักษาสถานะทางสังคมและรายได้ของตนไว้ จนทำให้การพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงักไปดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
มาถึงวันนี้...ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะทบทวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ก่อนขึ้นค่าตอบแทนสมาชิกรัฐสภาและนักการเมืองทุกประเภทในเดือน เม.ย. โดยควรใช้หลักวิชาการในการตัดสินใจเลือกวิธีการให้ค่าตอบแทนนักการเมืองที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย มีความโปร่งใส สามารถอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ถ้าจะปรับค่าตอบแทนตามระบบเดิม
“ต้อง” แสดงฐานที่มาของค่าตอบแทนเดิม การปรับขึ้นในรายการใด ต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน ประชาชนจะได้ไม่คลางแคลงใจในเรื่องประโยชน์ทับซ้อนของรัฐบาลนอกจากนั้น ขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนตั้งสติกันใหม่ในวันปีใหม่ที่จะถึงนี้ กลับตัวกลับใจมาทำหน้าที่
“ออกกฎหมาย” ที่เกิดประโยชน์สุขให้กับประชาชน ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณอย่างจริงจัง ด้วยการเข้าร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนทั้งนี้ เพื่อเรียกความเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันหลักของชาติกลับคืนมาโดยเร็ว







