posttoday
วัดชีพจรมะกัน 2011 เศรษฐกิจขยับ แต่ดอกเบี้ยไม่เขยื้อน

วัดชีพจรมะกัน 2011 เศรษฐกิจขยับ แต่ดอกเบี้ยไม่เขยื้อน

29 ธันวาคม 2553

กลายสภาพเป็นอินทรีปีกหักมานานกว่า 2 ปี หลังวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2008 มาในปีหน้า 2011 สหรัฐจะเริ่มขยับปีกได้อีกครั้งกับทิศทางเศรษฐกิจที่ส่อแววสดใสขึ้น

กลายสภาพเป็นอินทรีปีกหักมานานกว่า 2 ปี หลังวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2008 มาในปีหน้า 2011 สหรัฐจะเริ่มขยับปีกได้อีกครั้งกับทิศทางเศรษฐกิจที่ส่อแววสดใสขึ้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

วัดชีพจรมะกัน 2011 เศรษฐกิจขยับ แต่ดอกเบี้ยไม่เขยื้อน

กลายสภาพเป็นอินทรีปีกหักมานานกว่า 2 ปี หลังวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2008 มาในปีหน้า 2011 สหรัฐจะเริ่มขยับปีกได้อีกครั้งกับทิศทางเศรษฐกิจที่ส่อแววสดใสขึ้น

แต่หากจะหวังไปไกลถึงขั้นกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ และเป็นที่พึ่งให้การค้าทั่วโลกได้อีกครั้ง คงต้องบอกว่า อย่า (เพิ่ง) หวัง

เพราะจีดีพีที่จะขยับตัวขึ้นในปี 2011 ยังไม่มากเพียงพอที่แก้ปัญหาการจ้างงาน และตลาดบ้านสหรัฐได้ และแน่นอนว่า ความหวังที่โลกจะได้เห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยจากที่ต่ำติดดินอยู่ในวันนี้ ก็ยังเลือนรางเช่นกัน

ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ 23 คน โดยเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ระบุว่า เศรษฐกิจแดนลุงแซมในปีหน้าจะขยายตัวได้ดีขึ้นจากที่คาดไว้เดิม โดยจะเติบโตได้ 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% ก่อนจะขยับขึ้นอีกนิดไปโตที่ 3.4% ในปี 2012

ยาดีที่ช่วยสมานปีกที่หักของอินทรีมะกัน คือยา 2 ขนานใหญ่ประกอบด้วย มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE 2) วงเงิน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ที่ประกาศไปเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา และมาตรการพักภาษีระลอกใหม่ลงนามไปแล้วในเดือน ธ.ค.นี้ โดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา อีก 8.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 25.7 ล้านล้านบาท)

ทว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างมองเป็นเสียงเดียวกันว่ามาตรการเหล่านี้อาจช่วยขยับแค่จีดีพีประเทศ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 2 ภาคหลักที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ในประเทศ คือ ตลาดการจ้างงาน และตลาดบ้านได้

เป็นที่คาดว่าอัตราการว่างงานเดือน ธ.ค. ส่งท้ายปี 2010 จะลดลงมาได้เพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 9.7% จาก 9.8% หรือจำนวนดิบทั้งสิ้นที่ราว 15 ล้านคน เมื่อเดือนก่อนหน้า โดยจะลงได้ต่ำกว่า 9% เพียงเล็กน้อยภายในสิ้นปี 2011 ก่อนจะลดลงอยู่ที่ประมาณ 8.2% ภายในสิ้นปี 2012 ซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าภาวะว่างงานในสหรัฐนั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยากเย็นเพียงใด

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐจะไม่ลดลงต่ำกว่า 8% หรือระดับเดียวกับเมื่อเดือน ม.ค. 2009 จนกว่าจะถึงอีก 3 ปีข้างหน้าในปี 2013

ถึงจะดูเป็นจำนวนที่น้อยเช่นนี้ แต่ตัวเลขดิบที่ชาวอเมริกันต้องตกงานในเดือน ม.ค. 2009 หรือเดือนแรกที่โอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น ก็มีจำนวนสูงถึง 7 แสนคนต่อเดือน

“หากลองมองย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจกันได้อย่างถูกต้อง แต่กลับมองผิดในเรื่องตลาดแรงงาน เราอาจจำเป็นต้องใช้จีดีพีที่โตถึง 5% จึงจะสามารถแก้ปัญหาการว่างงานได้อย่างเห็นผล คำถามก็อยู่ที่ว่า เราขุดหลุมกันได้ลึกเท่าไร เท่านั้น” จอห์น ไรดิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทวิจัย อาร์ดีคิว อีโคโนมิกส์ ในสหรัฐ กล่าวกับซีเอ็นเอ็นมันนี่

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาแรงงานในสหรัฐก็คือ จำนวนประชากรในวัยทำงานกำลังขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 4 ล้านคน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขคนว่างงานอย่างเป็นทางการนั้นก็ยังไม่ได้นับรวมคนในกลุ่มที่ทำงานพาร์ตไทม์ หรือคนที่ไม่ยอมมองหางานทำอีกหลายล้านคนรวมเอาไว้ด้วย

สำหรับสถานการณ์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดบ้านและที่อยู่อาศัยนั้น ก็มีแนวโน้มที่มืดหม่นไม่แพ้กันนับตั้งแต่ฟองสบู่แตกในปลายปี 2007

บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ราคาบ้านในปีหน้าจะไม่ขยับขึ้น หรือหากขึ้นก็จะอยู่ที่เพียง 0.4% เท่านั้น หรือต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ และนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเล็ก 5 ใน 21 คน ยังมองในแง่ร้ายไปกว่านั้นว่า ราคาบ้านในปี 2011 จะลดลงยิ่งกว่าในปีนี้เสียอีก ก่อนจะไปขยับขึ้นได้ประมาณ 2.2% ในปี 2012

ปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลโอบามาหันไปพักภาษีในธุรกิจต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจม้าแข่งเพื่อหวังผลด้านการจ้างงาน แต่กลับไม่ต่ออายุมาตรการพักภาษีบ้านที่ช่วยเหลือชาวอเมริกันราว 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งจะหมดอายุลงในปีนี้

เท่ากับว่าสถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐจะยังทรงๆ หรือดีขึ้นเล็กน้อยจากเมื่อปี 2010 แต่จะไม่ดีขึ้นอย่างหวือหวาพอที่จะขยับให้เศรษฐกิจโลกคึกคักไปด้วย เพราะเมื่อตลาดงานยังไม่ฟื้นตัว ชาวอเมริกันก็ยังไม่มีแรงซื้อ หรือความรู้สึกอยากจับจ่ายใช้สอยกันมากพอ

1 ใน 3 เสาหลักของเศรษฐกิจโลกต้นนี้ จึงยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับใครได้อีกปีในแง่การเงิน

และประเด็นใหญ่อีกเรื่องที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก จนต้องจับตามองไม่กะพริบก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2011

คำตอบเรื่องดอกเบี้ยยังคงเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างของเหล่านักเศรษฐศาสตร์ แต่ที่เห็นตรงกันอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ใช่ในเร็ววันนี้

ผลสำรวจของซีเอ็นเอ็นมันนี่ ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ 17 คน จากทั้งหมด 25 คน ต่างเชื่อว่าเฟดจะตรึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ 00.25% ต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี และมีเพียงกูรู 7 คนเท่านั้นที่มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจมีขึ้นภายใน 12 เดือนข้างหน้า หรือช่วงปลายปี 2011 ส่วนที่เหลืออีก 1 คน มองไปถึงขั้นว่ากว่าเฟดจะยอมขึ้นดอกเบี้ยได้ก็ต้องเตะถ่วงกันจนถึงปี 2013

เพราะเมื่อมองภาพจากที่วิเคราะห์ไปในข้างต้นแล้วก็คือ ปัญหาตลาดแรงงานและตลาดบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบต่อปากท้องของประชาชนที่สุด และสั่นคลอนอำนาจทางการเมืองได้มากที่สุด จะยังไม่ฟื้นตัวดี

ประกอบกับรัฐบาลอเมริกันไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างหวือหวาอีกแล้ว เพราะจะยิ่งพอกพูนปัญหางบประมาณขาดดุล หนี้สาธารณะ และเงินเฟ้อให้ต้องไปตามแก้กันอีกไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนกับที่ยุโรปเผชิญอยู่หนึ่งในทางออกที่เหลืออยู่ จึงต้องยึดและตรึงนโยบายดอกเบี้ยต่ำเอาไว้ไปก่อน

และแน่นอนว่าสิ่งที่โลกต้องแบกรับจากผลพวงของการกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้านของอเมริกา ก็คือ เงินร้อนจากมาตรการ QE2 บนดอกเบี้ยกู้ยืมต่ำ ที่จะทะลักออกไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร และการลงทุนอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกอย่างต่อเนื่องในปีหน้า และหากไม่มีมาตรการรองรับเงินร้อนเหล่านี้เพียงพอ ก็อาจเผชิญปัญหาเงินล้นระบบจนเกิดภาวะเงินเฟ้อหนัก เหมือนที่จีนประสบมาในปี 2010 นี้

เรื่องนี้สวนทางกับบรรยากาศการค้าที่ยังไม่คึกคัก คนอเมริกันยังไม่สามารถกิน ดื่ม เที่ยว หรือจับจ่ายซื้อของกันได้เหมือนกับเมื่อ 3 ปีก่อน ตรงกันข้าม เงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าต่ออีกปี จะยิ่งดูดต่างชาติให้ไปเที่ยวสหรัฐ หรือนำเข้าสินค้าเมดอินอเมริกากันมากขึ้นแทน

2011 อาจเป็นปีที่ดีขึ้นของอเมริกัน แต่ยังไม่แน่ว่าจะเป็นปีที่ดีจริงของเศรษฐกิจโลกไปด้วย...

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี